ดูเวอร์ชั่นเต็มได้ที่กลางเว็บไซต์👇
สุดยอดรถกระบะออฟโรดจากโรงงานประจำปี 2025: ขุมพลังที่พร้อมลุยทุกเส้นทาง
ในโลกแห่งยานยนต์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ปี 2025 ถือเป็นยุคทองสำหรับผู้ที่หลงใหลในการผจญภัยแบบออฟโรด รถกระบะจากโรงงานไม่ได้เป็นเพียงแค่ยานพาหนะสำหรับขนส่งสินค้าอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นขุมพลังที่ได้รับการออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน พร้อมด้วยสมรรถนะและความสามารถในการลุยที่เหนือกว่าที่คุณเคยสัมผัส
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการอุตสาหกรรมยานยนต์มากว่าทศวรรษ ผมได้เห็นวิวัฒนาการอันน่าทึ่งของรถกระบะสายลุย ผู้ผลิตทุกรายต่างทุ่มเททรัพยากรอย่างมหาศาลเพื่อพัฒนารถกระบะออฟโรดที่สามารถตอบสนองความต้องการของนักผจญภัยยุคใหม่ได้ ไม่ใช่แค่เพียงการปรับแต่งรูปลักษณ์ภายนอกด้วยสติกเกอร์ หรือการเปลี่ยนโช้คอัพธรรมดาๆ อีกต่อไป แต่เป็นการยกเครื่องระบบช่วงล่าง, การเพิ่มขนาดยาง, การติดตั้งแผ่นกันกระแทกใต้ท้องรถที่แข็งแกร่ง, การออกแบบกันชนที่เน้นความคล่องตัว และการใส่เทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขับขี่บนเส้นทางวิบาก
บทความนี้ได้รวบรวมสุดยอด รถกระบะออฟโรด ที่พร้อมจำหน่ายจากโรงงาน ประจำปี 2025 ซึ่งถูกคัดเลือกมาอย่างดีที่สุด 22 รุ่น โดยเรียงลำดับตามตัวอักษร ซึ่งแน่นอนว่ายังมีรถกระบะออฟโรดอีกมากมายในตลาด แต่รุ่นที่ปรากฏในที่นี้คือตัวแทนของ “ที่สุดแห่งที่สุด” ที่แสดงถึงความก้าวหน้าและนวัตกรรมล่าสุดในอุตสาหกรรม
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้รถกระบะออฟโรดโดดเด่นในปี 2025
เมื่อเราพูดถึง รถกระบะออฟโรด ที่แท้จริง ไม่ใช่แค่เรื่องของยางใหญ่หรือรูปลักษณ์ที่ดูดุดัน แต่เป็นการผสมผสานองค์ประกอบสำคัญหลายประการที่ทำงานร่วมกันอย่างลงตัว เพื่อให้สามารถรับมือกับสภาพภูมิประเทศที่ท้าทายที่สุดได้:
ระบบช่วงล่างที่เหนือชั้น: หัวใจสำคัญของรถกระบะออฟโรดคือระบบช่วงล่างที่ได้รับการปรับแต่งมาเป็นพิเศษ ผู้ผลิตหลายรายใช้โช้คอัพประสิทธิภาพสูงจากแบรนด์ชั้นนำ เช่น Multimatic DSSV, Fox Racing, หรือ Bilstein พร้อมด้วยเทคโนโลยีที่ช่วยควบคุมการทำงานของช่วงล่างแบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้เกิดการยุบตัวและยืดตัวที่เหมาะสมกับทุกสภาพพื้นผิว นอกจากนี้ การเพิ่มระยะห่างจากพื้น (Ground Clearance) และมุมเข้า/ออก (Approach/Departure Angles) ที่มากขึ้น ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้รถผ่านอุปสรรคต่างๆ ไปได้อย่างราบรื่น
ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อและเฟืองท้ายล็อก: การมีระบบขับเคลื่อนสี่ล้อที่มีประสิทธิภาพ พร้อมด้วยตัวเลือกในการล็อกเฟืองท้าย (Electronic Locking Differentials) ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง คือสิ่งที่ทำให้รถกระบะออฟโรดสามารถส่งกำลังไปยังล้อที่ต้องการได้อย่างแม่นยำ เมื่อล้อข้างหนึ่งเสียการยึดเกาะ ล้อที่เหลือยังคงสามารถหมุนต่อไปได้ ทำให้รถสามารถเคลื่อนที่ต่อไปได้โดยไม่ติดหล่ม
เกราะป้องกันใต้ท้องรถ: เส้นทางออฟโรดเต็มไปด้วยหิน คอนกรีต หรือวัตถุอื่นๆ ที่อาจสร้างความเสียหายให้กับส่วนประกอบที่สำคัญใต้ท้องรถ แผ่นกันกระแทก (Skid Plates) ที่ทำจากเหล็กกล้าหนา หรือวัสดุคอมโพสิตที่มีความแข็งแรงสูง คือสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการปกป้องเครื่องยนต์, เกียร์, เพลาขับ, และถังน้ำมัน
ยางออฟโรดประสิทธิภาพสูง: ขนาดและประเภทของยางมีผลอย่างมากต่อความสามารถในการลุย ยาง All-Terrain (AT) หรือ Mud-Terrain (MT) ที่มีดอกยางลึกและมีประสิทธิภาพในการรีดน้ำและโคลน จะช่วยเพิ่มการยึดเกาะบนพื้นผิวที่หลากหลาย
เทคโนโลยีเสริมสมรรถนะ: ระบบช่วยเหลือการขับขี่ออฟโรด เช่น Crawl Control, Hill Descent Control, Multi-Terrain Select, หรือแม้กระทั่งระบบบังคับเลี้ยวแบบสี่ล้อ (Four-Wheel Steering) ในบางรุ่น ช่วยเพิ่มความสะดวกและความปลอดภัยในการขับขี่บนเส้นทางที่ซับซ้อน
เจาะลึกสุดยอดรถกระบะออฟโรดประจำปี 2025
เรามาดูกันว่าแต่ละรุ่นมีจุดเด่นอะไรบ้างที่ทำให้เป็น รถกระบะออฟโรดที่ดีที่สุด ในปีนี้:
Chevrolet Colorado ZR2 / GMC Canyon AT4X: ตัวเลือกขนาดกลางที่ทรงพลัง
สำหรับผู้ที่มองหารถกระบะขนาดกลางที่พร้อมสำหรับการผจญภัยแบบออฟโรดโดยไม่ต้องปรับแต่งเพิ่มเติม Colorado ZR2 และ Canyon AT4X คือตัวเลือกที่ยอดเยี่ยม รถทั้งสองรุ่นนี้มาพร้อมกับฐานล้อที่กว้างขึ้น 3.5 นิ้ว และความสูงจากพื้นเพิ่มขึ้น 3.0 นิ้ว เมื่อเทียบกับรุ่นมาตรฐาน เพื่อรองรับยาง Goodyear Wrangler Territory MT ขนาด 33 นิ้ว ระบบช่วงล่างมาพร้อมโช้คอัพ Multimatic DSSV ที่เป็นเอกลักษณ์ของ GM ซึ่งช่วยให้การควบคุมการยุบตัวและยืดตัวของช่วงล่างทำได้อย่างยอดเยี่ยม มีการติดตั้งบันไดข้างกันกระแทก (Rock Sliders) ทำจากสแตนเลส, เฟืองท้ายล็อกหน้า-หลังแบบอิเล็กทรอนิกส์, กันชนที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มมุมเข้า/ออก, และแผ่นกันกระแทกใต้ท้องรถครบชุด ระบบโหมดออฟโรดที่ให้ผู้ขับขี่สามารถปิดระบบควบคุมการทรงตัวและการลื่นไถลได้เกือบสมบูรณ์ ทำให้การควบคุมรถบนเส้นทางสุดขั้วเป็นไปอย่างเต็มที่
ราคาเริ่มต้น: $51,295 (Colorado ZR2) / $57,070 (Canyon AT4X)
เครื่องยนต์: 2.7 ลิตร เทอร์โบชาร์จ I4
แรงม้า: 310 แรงม้า @ 5,600 รอบ/นาที
แรงบิด: 430 ปอนด์-ฟุต @ 3,000 รอบ/นาที
เกียร์: อัตโนมัติ 8 จังหวะ
เฟืองท้าย: ล็อกหน้า-หลัง อิเล็กทรอนิกส์
ระยะห่างจากพื้น: 10.7 นิ้ว
มุมเข้า/ออก: 38.6 / 25.7 องศา
Chevrolet Silverado 1500 ZR2 / GMC Sierra AT4X: พละกำลังเต็มพิกัดสำหรับทางเรียบและทางโหด
รุ่นพี่อย่าง Silverado 1500 ZR2 และ Sierra 1500 AT4X ที่เปิดตัวในปี 2022 ยังคงได้รับการปรับปรุงเล็กน้อยสำหรับปี 2025 เช่นเดียวกับรุ่นน้อง Colorado/Canyon รถรุ่นนี้มาพร้อมโช้คอัพ Multimatic DSSV, บันไดข้างกันกระแทก, เฟืองท้ายล็อกหน้า-หลัง, และโหมดการขับขี่ออฟโรดที่ออกแบบมาเพื่อความสนุกสนานบนเส้นทางวิบาก นอกจากนี้ ภายในห้องโดยสารยังได้รับการปรับปรุงให้ทันสมัยด้วยหน้าจออินโฟเทนเมนต์ขนาดใหญ่ 13.4 นิ้ว, จอแสดงผลดิจิทัล 12.3 นิ้ว, และ Head-Up Display ขนาด 15 นิ้ว ขุมพลังมีให้เลือกทั้งเครื่องยนต์ดีเซล Duramax 3.0 ลิตร หรือเครื่องยนต์เบนซิน V8 ขนาด 6.2 ลิตร
ราคาเริ่มต้น: $72,195 (Silverado) / $81,595 (Sierra)
เครื่องยนต์: 3.0 ลิตร เทอร์โบชาร์จ I6 ดีเซล / 6.2 ลิตร V8
แรงม้า: 305 แรงม้า @ 3,750 รอบ/นาที / 420 แรงม้า @ 5,600 รอบ/นาที
แรงบิด: 495 ปอนด์-ฟุต @ 1,500 รอบ/นาที / 460 ปอนด์-ฟุต @ 4,100 รอบ/นาที
เกียร์: อัตโนมัติ 10 จังหวะ
เฟืองท้าย: ล็อกหน้า-หลัง อิเล็กทรอนิกส์
ระยะห่างจากพื้น: 11.2 นิ้ว
มุมเข้า/ออก: 31.8 / 23.3 องศา
Chevrolet Silverado 2500HD ZR2 / GMC Sierra 2500HD AT4X: สุดยอดรถกระบะ Heavy Duty ที่พร้อมลุย
GM ได้เพิ่มรุ่น HD (Heavy Duty) อย่าง Silverado 2500HD ZR2 และ Sierra 2500HD AT4X เข้ามาเสริมทัพรถกระบะออฟโรดสุดแกร่งในปี 2024 และยังคงความยอดเยี่ยมในปี 2025 พื้นฐานมาจากรถกระบะขนาด 3/4 ตันแบบ Crew Cab รถรุ่น HD สามารถเลือกใช้เครื่องยนต์ V8 ขนาด 6.6 ลิตร หรือเครื่องยนต์ดีเซล Duramax V8 ขนาด 6.6 ลิตร ระบบช่วงล่างได้รับการยกสูงขึ้น 1.5 นิ้ว เพื่อรองรับยางขนาด 35 นิ้ว พร้อมยางอะไหล่ขนาดเต็มใต้ท้องรถ ระบบกันสะเทือนหน้ามีปีกนกและดุมล้อที่ออกแบบมาเฉพาะ ส่วนการหน่วงความเร็วก็ยังคงเป็นหน้าที่ของโช้คอัพ Multimatic DSSV รุ่นล่าสุด เฟืองท้ายล็อกอิเล็กทรอนิกส์สามารถทำงานได้ทุกความเร็ว พร้อมด้วยแผ่นกันกระแทกใต้ท้องรถที่ครอบคลุมส่วนประกอบสำคัญ
ราคาเริ่มต้น: $73,295 (Silverado HD) / $85,395 (Sierra HD)
เครื่องยนต์: 6.6 ลิตร V8, 6.6 ลิตร Duramax ดีเซล V8
แรงม้า: 401 แรงม้า @ 5,200 รอบ/นาที / 470 แรงม้า @ 2,800 รอบ/นาที
แรงบิด: 464 ปอนด์-ฟุต @ 4,000 รอบ/นาที / 975 ปอนด์-ฟุต @ 1,600 รอบ/นาที
เกียร์: อัตโนมัติ Allison 10 จังหวะ
เฟืองท้าย: ล็อกหลัง อิเล็กทรอนิกส์
ระยะห่างจากพื้น: 11.6 นิ้ว
มุมเข้า/ออก: 32.5 / 25.7 องศา
Chevrolet ZR2 Bison / GMC AT4X AEV Edition: การผสานความแข็งแกร่งระดับตำนาน
สำหรับผู้ที่ต้องการมากกว่ารุ่นมาตรฐาน ทั้ง Chevrolet และ GMC ได้นำเสนอเวอร์ชันพิเศษที่ได้รับการปรับแต่งโดย American Expedition Vehicles (AEV) ซึ่งมีจำหน่ายในทุกรุ่นย่อยของ ZR2 และ AT4X กันชนหน้า-หลังได้รับการอัปเกรดเป็นเหล็กปั๊มขึ้นรูป ดีไซน์แบบ High-Clearance พร้อมจุดยึดลากจูงในตัว แผ่นกันกระแทกใต้ท้องรถทำจากเหล็กปั๊มขึ้นรูปเพิ่มเติมเพื่อปกป้องชุดถ่ายกำลัง, ชุดบังคับเลี้ยว, และระบบไอเสีย Colorado ZR2 Bison และ Canyon AT4X AEV Edition มาพร้อมยางขนาด 35 นิ้ว และระบบ Hydraulic Jounce Stops ส่วนล้อ AEV สีดำสุดพิเศษและตราสัญลักษณ์ภายนอก รวมถึงโลโก้ AEV บนพนักพิงศีรษะ ก็เป็นส่วนหนึ่งของแพ็กเกจนี้
ราคาเริ่มต้น: $61,040 (Colorado ZR2 Bison) / $66,195 (Canyon AT4X AEV Edition)
เครื่องยนต์: 2.7 ลิตร เทอร์โบชาร์จ I4 (Colorado ZR2 Bison/Canyon AT4X AEV Edition), 3.0 ลิตร เทอร์โบชาร์จ I6 ดีเซล / 6.2 ลิตร V8 (Silverado ZR2 Bison/Sierra AT4X AEV Edition), 6.6 ลิตร V8, 6.6 ลิตร Duramax ดีเซล V8 (Silverado HD ZR2/Sierra HD AT4X AEV Edition)
แรงม้า: 310 แรงม้า @ 5,600 รอบ/นาที (Colorado ZR2 Bison/Canyon AT4X), 305 แรงม้า @ 3,750 รอบ/นาที / 420 แรงม้า @ 5,600 รอบ/นาที (Silverado ZR2 Bison/Sierra AT4X AEV Edition), 401 แรงม้า @ 5,200 รอบ/นาที / 470 แรงม้า @ 2,800 รอบ/นาที (Silverado HD ZR2/Sierra HD AT4X AEV Edition)
แรงบิด: 430 ปอนด์-ฟุต @ 3,000 รอบ/นาที (Colorado ZR2 Bison/Canyon AT4X), 495 ปอนด์-ฟุต @ 1,500 รอบ/นาที / 460 ปอนด์-ฟุต @ 4,100 รอบ/นาที (Silverado ZR2 Bison/Sierra AT4X AEV Edition), 464 ปอนด์-ฟุต @ 4,000 รอบ/นาที / 975 ปอนด์-ฟุต @ 1,600 รอบ/นาที (Silverado HD ZR2/Sierra HD AT4X AEV Edition)
เกียร์: อัตโนมัติ 8 จังหวะ (Colorado/Canyon), อัตโนมัติ 10 จังหวะ (Silverado/Sierra), อัตโนมัติ Allison 10 จังหวะ (Silverado HD/Sierra HD)
เฟืองท้าย: ล็อกหน้า-หลัง อิเล็กทรอนิกส์ (Colorado, Canyon/Silverado, Sierra), เปิดหน้า, ล็อกหลัง อิเล็กทรอนิกส์ (Silverado HD, Sierra HD)
ระยะห่างจากพื้น: 12.2 นิ้ว (Colorado ZR2 Bison/Canyon AT4X AEV Edition), 11.3 นิ้ว (Silverado ZR2 Bison/Sierra AT4X AEV Edition), 11.8 นิ้ว (Silverado HD ZR2 Bison/Sierra HD AT4X AEV Edition)
มุมเข้า/ออก: 38.2 / 26.0 องศา (Colorado ZR2 Bison/Canyon AT4X AEV Edition), 34.0 / 24.4 องศา (Silverado ZR2 Bison/Sierra AT4X AEV Edition), 29.8 / 25.7 องศา (Silverado HD ZR2 Bison/Sierra HD AT4X AEV Edition)
GMC Hummer EV: พลังไฟฟ้าแห่งอนาคตบนเส้นทางออฟโรด
GMC Hummer EV ไม่ได้มาเล่นๆ ด้วยสมรรถนะออฟโรดที่สมกับชื่อเสียงของมัน เมื่อเลือกแพ็กเกจ Extreme Off-Road Hummer EV จะมาพร้อมเฟืองท้ายล็อกหน้า-หลัง (ด้านหลังเป็นแบบ “Virtual”), แผ่นกันกระแทกที่แข็งแกร่ง, และยาง All-Terrain ขนาด 35 นิ้ว (พร้อมพื้นที่สำหรับยาง 37 นิ้ว) ด้วยระบบบังคับเลี้ยวสี่ล้ออันเป็นเอกลักษณ์ รถคันนี้สามารถเคลื่อนที่ผ่านเส้นทางแคบๆ หรือคดเคี้ยวที่รถคันใหญ่ทั่วไปไม่สามารถผ่านไปได้ พละกำลัง 1,000 แรงม้า ก็ยิ่งเพิ่มความน่าเกรงขามให้กับการผจญภัยบนเส้นทางออฟโรด
ราคาเริ่มต้น: $99,045 (EV2x), $107,145 (EV3x)
มอเตอร์: 1 หน้า 1 หลัง (EV2x), 1 หน้า 2 หลัง (EV3x), Permanent Magnet Electric
แรงม้า: 570 แรงม้า (EV2x), 1,000 แรงม้า (EV3x)
แรงบิด: 770 ปอนด์-ฟุต (EV2x), 1,200 ปอนด์-ฟุต (EV3x)
เฟืองท้าย: ล็อกหน้า-หลัง อิเล็กทรอนิกส์ (พร้อมแพ็กเกจ Off-Road)
ระยะห่างจากพื้น: 10.1 นิ้ว (ความสูงมาตรฐาน)
มุมเข้า/ออก: 41.5 / 31.6 องศา (ความสูงมาตรฐาน)
Ford Maverick Tremor: น้องเล็กสายลุยที่พร้อมสร้างเซอร์ไพรส์
Ford Maverick Tremor ที่เปิดตัวในปี 2023 กลับมาอีกครั้งพร้อมการปรับปรุงสำหรับปี 2025 มาพร้อมเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร EcoBoost และระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ ระบบช่วงล่างที่ปรับแต่งมาเพื่อออฟโรดเพิ่มความสูงขึ้น 0.8 นิ้ว พร้อมยาง All-Terrain แผ่นกันกระแทกหน้า, หน่วยขับเคลื่อนล้อหลังแบบ Twin-Clutch พร้อมระบบล็อก, โหมดขับขี่ออฟโรด, และ Trail Control คืออุปกรณ์มาตรฐานที่ทำให้ Maverick Tremor เป็น รถกระบะออฟโรดขนาดเล็ก ที่น่าสนใจ
ราคาเริ่มต้น: $42,690
เครื่องยนต์: 2.0 ลิตร EcoBoost I4
แรงม้า: 238 แรงม้า @ 5,500 รอบ/นาที
แรงบิด: 275 ปอนด์-ฟุต @ 3,000 รอบ/นาที
เกียร์: อัตโนมัติ 8 จังหวะ
เฟืองท้าย: เปิดหน้า พร้อมหน่วยขับเคลื่อนล้อหลังแบบ Torque-vectoring
ระยะห่างจากพื้น: 9.1 นิ้ว
มุมเข้า/ออก: 30.8 / 21.6 องศา
Ford Ranger Raptor: ตำนานแห่งการแข่งที่มาพร้อมความดุดัน
หลังจากที่แฟนๆ Ford Raptor รอคอยมานาน ในที่สุด Ford ก็ได้ส่ง Ranger Raptor รุ่นขนาดกลางที่มาพร้อมความสามารถในการลุยระดับตำนานมาให้สัมผัสในปี 2024 และยังคงความยอดเยี่ยมในปี 2025 Ranger Raptor ใช้เครื่องยนต์ 3.0 ลิตร EcoBoost V6 ที่ได้รับการปรับแต่งมาจาก Bronco Raptor ให้กำลัง 405 แรงม้า และแรงบิด 430 ปอนด์-ฟุต นอกจากนี้ยังใช้ชุดถ่ายกำลังและเฟืองท้ายล็อกหน้าจาก Bronco Raptor เช่นกัน มีระยะห่างจากพื้น 10.7 นิ้ว พร้อมระยะยุบตัวของช่วงล่างด้านหน้า 10.0 นิ้ว และด้านหลัง 11.5 นิ้ว ปีกนกหน้าอะลูมิเนียมใหม่ช่วยเพิ่มความกว้างฐานล้อหน้า 3.5 นิ้ว ระบบกันสะเทือนหลังยกเลิกการใช้แหนบ หันมาใช้แบบ Radius Arms เช่นเดียวกับ F-150 Raptor เสริมด้วยยาง BFGoodrich All-Terrain T/A KO3 ขนาด 33 นิ้ว, โช้คอัพ Fox Live Valve Internal Bypass ขนาด 2.5 นิ้ว ควบคุมด้วยอิเล็กทรอนิกส์, และแผ่นกันกระแทกเหล็ก
ราคาเริ่มต้น: $57,415
เครื่องยนต์: 3.0 ลิตร EcoBoost V6
แรงม้า: 405 แรงม้า @ 5,500 รอบ/นาที
แรงบิด: 430 ปอนด์-ฟุต @ 3,500 รอบ/นาที
เกียร์: อัตโนมัติ 10 จังหวะ
เฟืองท้าย: ล็อกหน้า-หลัง อิเล็กทรอนิกส์
ระยะห่างจากพื้น: 10.7 นิ้ว
มุมเข้า/ออก: 33.0 / 26.4 องศา
Ford F-150 Raptor: ราชาแห่งออฟโรดที่ไม่เคยหยุดพัฒนา
Ford F-150 Raptor ที่มีอายุ 15 ปีแล้ว ยังคงได้รับความนิยมสูงสุด มีระยะยุบตัวของช่วงล่างหน้า 14.0 นิ้ว และหลัง 15.0 นิ้ว รถกระบะ Ford คันนี้มีฐานล้อที่กว้างและดูดุดัน พร้อมเทคโนโลยีออฟโรดที่ทันสมัยที่สุด Raptor 37 มาพร้อมยาง BFGoodrich ขนาด 37 นิ้ว สำหรับ Raptor 37 และ Raptor R ระยะยุบตัวของช่วงล่างอยู่ที่ 13.0 นิ้วด้านหน้า และ 14.1 นิ้วด้านหลัง เครื่องยนต์ 3.5 ลิตร EcoBoost V-6 ให้กำลัง 450 แรงม้า และแรงบิด 510 ปอนด์-ฟุต ส่วน Raptor R ที่ใช้เครื่องยนต์ Supercharged V-8 ขนาด 5.2 ลิตร ให้กำลังถึง 720 แรงม้า และแรงบิด 640 ปอนด์-ฟุต
ราคาเริ่มต้น: $81,000 (Raptor), $92,470 (Raptor 37), $112,925 (Raptor R)
เครื่องยนต์: 3.5 ลิตร High-Output EcoBoost V6, 5.2 ลิตร Supercharged V-8
แรงม้า: 450 แรงม้า @ 5,850 รอบ/นาที, 720 แรงม้า @ 6,650 รอบ/นาที
แรงบิด: 510 ปอนด์-ฟุต @ 3,000 รอบ/นาที, 640 ปอนด์-ฟุต @ 4,300 รอบ/นาที
เกียร์: อัตโนมัติ 10 จังหวะ
เฟืองท้าย: Limited-slip หน้า, ล็อกหลัง อิเล็กทรอนิกส์
ระยะห่างจากพื้น: 12.0 นิ้ว (Raptor), 13.1 นิ้ว (Raptor 37, Raptor R)
มุมเข้า/ออก: 31.0 / 23.9 องศา (Raptor), 33.1 / 24.9 องศา (Raptor 37, Raptor R)
Ford F-150 Tremor: ออฟโรดที่เข้าถึงได้โดยไม่ต้องพึ่ง Raptor
แพ็กเกจ Ford F-150 Tremor ซึ่งมีให้เลือกใน F-250 และ F-350 Super Duty รวมถึง Maverick ยกระดับความสามารถในการลุยให้สูงขึ้นไปอีกขั้น โดยไม่ต้องก้าวข้ามไปสู่ระดับ Raptor สำหรับปี 2025 F-150 Tremor ใช้เครื่องยนต์ V8 ขนาด 5.0 ลิตร เป็นมาตรฐาน โดยเครื่องยนต์ 3.5 ลิตร EcoBoost V6 เป็นทางเลือกเสริม F-150 Tremor ยังคงเป็นแบบ Crew Cab พร้อมกระบะสั้น มาพร้อมยาง General Grabber A/T ขนาด 33 นิ้ว หุ้มล้อขนาด 18 นิ้ว ที่ช่วยเพิ่มความกว้างฐานล้อ 1.0 นิ้ว สปริงหน้าแบบ Custom เพื่อเพิ่มความสูง และโช้คหน้าแบบ Monotube และโช้คหลังแบบ Twin-tube นอกจากนี้ยังมีเฟืองท้ายหน้า Torsen Limited-slip เป็นทางเลือก, เฟืองท้ายหลังล็อกอิเล็กทรอนิกส์เป็นมาตรฐาน, ชุดถ่ายกำลังแบบ Torque-on-demand เป็นทางเลือก, แผ่นกันกระแทกสไตล์ Raptor, และบันไดข้างอะลูมิเนียมแบบ Solid
ราคาเริ่มต้น: $66,910
เครื่องยนต์: 3.5 ลิตร EcoBoost V6, 5.0 ลิตร V-8
แรงม้า: 400 แรงม้า @ 6,000 รอบ/นาที, 400 แรงม้า @ 6,000 รอบ/นาที
แรงบิด: 500 ปอนด์-ฟุต @ 3,100 รอบ/นาที, 410 ปอนด์-ฟุต @ 4,250 รอบ/นาที
เกียร์: อัตโนมัติ 10 จังหวะ
เฟืองท้าย: เปิดหน้า (Limited-slip เป็นทางเลือก), ล็อกหลัง อิเล็กทรอนิกส์
ระยะห่างจากพื้น: 9.4 นิ้ว
มุมเข้า/ออก: 27.6 / 24.3 องศา
Jeep Gladiator Mojave X: สุดยอดกระบะพันธุ์แกร่งที่พร้อมลุยทะเลทราย
Jeep Gladiator Mojave มาพร้อมระบบช่วงล่างที่ปรับแต่งมาเพื่อการขับขี่ในทะเลทรายโดยเฉพาะ ด้วยโช้คอัพ Fox ขนาด 2.5 นิ้ว และระบบ Pneumatic Bump Stops ด้านหน้า โครงสร้างรถได้รับการเสริมความแข็งแกร่งในจุดที่รับแรงกระแทกจากการลุยอย่างหนัก และดุมล้อหน้าใช้วัสดุเหล็กหล่อที่มีความแข็งแรงสูง นอกจากนี้ยังมีสีส้มสดใสที่เป็นเอกลักษณ์, โหมด Off Road Plus ที่อนุญาตให้ใช้เฟืองท้ายล็อกหลังในโหมด 4×4 High, และตราสัญลักษณ์ “Desert Rated” บนบังโคลน การเลือกแพ็กเกจ Mojave X จะเพิ่มอุปกรณ์อำนวยความสะดวก เช่น เบาะนั่งปรับอุณหภูมิ และระบบเครื่องเสียงพรีเมียม รวมถึงอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการลุย เช่น กันชนเหล็ก, กล้องออฟโรด, และระบบถ่ายกำลังแบบ Full-time
ราคาเริ่มต้น: $62,995
เครื่องยนต์: 3.6 ลิตร V6
แรงม้า: 285 แรงม้า @ 6,400 รอบ/นาที
แรงบิด: 260 ปอนด์-ฟุต @ 4,400 รอบ/นาที
เกียร์: อัตโนมัติ 8 จังหวะ
เฟืองท้าย: เปิดหน้า, ล็อกหลัง อิเล็กทรอนิกส์
ระยะห่างจากพื้น: 11.6 นิ้ว
มุมเข้า/ออก: 44.7 / 25.5 องศา
Jeep Gladiator Rubicon X: ความสบายและความสามารถที่เหนือกว่า
สำหรับปี 2025 Jeep Gladiator Rubicon ยังคงใช้เครื่องยนต์ 3.6 ลิตร Pentastar V6 ที่พิสูจน์แล้ว มาพร้อมเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ Gladiator Rubicon ติดตั้งเฟืองท้ายล็อกหน้า-หลัง, คานกันโคลงหน้าแบบอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถถอดออกได้, และเกียร์อัตราทดต่ำ (Low-Range) 4.0:1 ในชุดถ่ายกำลัง พร้อมยางออฟโรดขนาด 33 นิ้ว รุ่น Rubicon X ใหม่ เพิ่มความหรูหราด้วยเบาะหนัง Nappa เป็นมาตรฐาน, โหมด Off-Road+ ที่ปรับปรุงการตอบสนองของคันเร่งและเกียร์ให้เหมาะสมกับสภาพพื้นผิวทรายและหิน รวมถึงการใช้งานเฟืองท้ายล็อกหลังในโหมด 4Hi, พร้อมอุปกรณ์เสริมอื่นๆ ที่เคยเป็นออปชั่น
ราคาเริ่มต้น: $62,995
เครื่องยนต์: 3.6 ลิตร V6
แรงม้า: 285 แรงม้า @ 6,400 รอบ/นาที
แรงบิด: 260 ปอนด์-ฟุต @ 4,400 รอบ/นาที
เกียร์: อัตโนมัติ 8 จังหวะ
เฟืองท้าย: ล็อกหน้า-หลัง อิเล็กทรอนิกส์
ระยะห่างจากพื้น: 11.1 นิ้ว
มุมเข้า/ออก: 43.4 / 26.0 องศา
Nissan Frontier Pro-4X: ความสดใหม่และความทนทาน
Nissan ได้เปิดตัว Frontier รุ่นใหม่หมดจดในปี 2022 และสำหรับปี 2025 รุ่น Pro-4X ได้รับการปรับโฉมเล็กน้อย พร้อมสีตัวถัง Afterburn Orange ที่เป็นเอกลักษณ์ รถกระบะคันนี้มาพร้อมโช้คอัพ Bilstein Monotube, เฟืองท้ายหลังล็อกอิเล็กทรอนิกส์, ยาง All-Terrain, ระบบ Hill Descent Control, และแผ่นกันกระแทกใต้ท้องรถที่แข็งแกร่ง Frontier ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ V6 ขนาด 3.8 ลิตร ให้กำลัง 310 แรงม้า และแรงบิด 281 ปอนด์-ฟุต ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ
ราคาเริ่มต้น: $43,280
เครื่องยนต์: 3.8 ลิตร V6
แรงม้า: 310 แรงม้า @ 6,400 รอบ/นาที
แรงบิด: 281 ปอนด์-ฟุต @ 4,400 รอบ/นาที
เกียร์: อัตโนมัติ 9 จังหวะ
เฟืองท้าย: เปิดหน้า, ล็อกหลัง อิเล็กทรอนิกส์
ระยะห่างจากพื้น: 9.8 นิ้ว
มุมเข้า/ออก: 32.3 / 23.0 องศา
Ram 1500 RHO: ทายาท TRX ผู้พร้อมสืบทอดบัลลังก์
แม้ว่า TRX จะสิ้นสุดการผลิตไปแล้ว แต่ Ram RHO ก็พร้อมที่จะก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งใน รถกระบะออฟโรดที่น่าซื้อที่สุด ด้วยการพิชิตทุกสภาพภูมิประเทศ ไม่ว่าจะเป็นทะเลทราย ท้องทราย โขดหิน หรือเนินลูกรัง RHO มาพร้อมระยะยุบตัวของช่วงล่างหน้า 13.0 นิ้ว และหลัง 14.0 นิ้ว บังโคลนที่กว้าง โครงสร้างแข็งแกร่ง และมีพื้นที่สำหรับยางขนาด 37 นิ้ว ใต้ฝากระโปรงของ RHO คือเครื่องยนต์ 3.0 ลิตร Twin-Turbo Inline Six-cylinder ที่ให้กำลังสูงถึง 540 แรงม้า
ราคาเริ่มต้น: $72,090
เครื่องยนต์: 3.0 ลิตร High-Output Twin-Turbocharged I6
แรงม้า: 540 แรงม้า @ 5,700 รอบ/นาที
แรงบิด: 521 ปอนด์-ฟุต @ 3,500 รอบ/นาที
เกียร์: อัตโนมัติ 8 จังหวะ
เฟืองท้าย: เปิดหน้า, ล็อกหลัง อิเล็กทรอนิกส์
ระยะห่างจากพื้น: 11.8 นิ้ว
มุมเข้า/ออก: 31.0 / 25.2 องศา
Ram Heavy Duty Rebel: ทางเลือกที่แข็งแกร่งสำหรับการใช้งานหนัก
แม้จะไม่เทียบเท่า Power Wagon แต่ Heavy Duty Rebel ก็มาพร้อมเฟืองท้ายหลังล็อกอิเล็กทรอนิกส์, ยางขนาด 33 นิ้ว, โช้คอัพ Bilstein, และแผ่นกันกระแทกใต้ท้องรถ Rebel ขาดเฟืองท้ายล็อกหน้าและคานกันโคลงที่ถอดออกได้ของ Power Wagon แต่ก็ได้รับระบบกันสะเทือนหลังแบบถุงลมเป็นทางเลือก และมีความสามารถในการลากจูงและบรรทุกที่สูงกว่ามาก
ราคาเริ่มต้น: $77,480
เครื่องยนต์: 6.4 ลิตร HEMI V8, 6.7 ลิตร Cummins I6 Diesel
แรงม้า: 410 แรงม้า @ 5,600 รอบ/นาที, 430 แรงม้า @ 2,800 รอบ/นาที
แรงบิด: 429 ปอนด์-ฟุต @ 4,000 รอบ/นาที, 1,075 ปอนด์-ฟุต @ 1,800 รอบ/นาที
เกียร์: อัตโนมัติ 8 จังหวะ
เฟืองท้าย: เปิดหน้า, ล็อกหลัง อิเล็กทรอนิกส์
ระยะห่างจากพื้น: 8.3 นิ้ว
มุมเข้า/ออก: 26.6 / 26.0 องศา
Ram Power Wagon: ตำนานที่ยังมีลมหายใจ
ชื่อ Ram Power Wagon ย้อนกลับไปถึงปี 1945 และเป็นรถกระบะขับเคลื่อนสี่ล้อรุ่นแรกที่ผลิตเพื่อพลเรือนหลังสงครามโลกครั้งที่สอง Ram Power Wagon ปี 2025 ยังคงสานต่อตำนานในฐานะ รถกระบะออฟโรดที่ดีที่สุด โดยใช้เครื่องยนต์ 6.4 ลิตร HEMI V8 ของ Ram จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ มาพร้อมวินซ์ Warn ขนาด 12,000 ปอนด์, เฟืองท้ายล็อกหน้า-หลัง, แผ่นกันกระแทกใต้ท้องรถ, และคานกันโคลงหน้าแบบอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถถอดออกได้
ราคาเริ่มต้น: $74,235
เครื่องยนต์: 6.4 ลิตร HEMI V-8
แรงม้า: 410 แรงม้า @ 5,600 รอบ/นาที
แรงบิด: 429 ปอนด์-ฟุต @ 4,000 รอบ/นาที
เกียร์: อัตโนมัติ 8 จังหวะ
เฟืองท้าย: ล็อกหน้า-หลัง อิเล็กทรอนิกส์
ระยะห่างจากพื้น: 8.3 นิ้ว
มุมเข้า/ออก: 29.4 / 26.0 องศา
Toyota Tacoma Trailhunter: คู่หูนักผจญภัยสำหรับการเดินทางไกล (Overlanding)
Toyota Tacoma Trailhunter คือรถกระบะขนาดกลางรุ่นใหม่ล่าสุดที่ออกแบบมาเพื่อการเดินทางไกล (Overlanding) โดยเฉพาะ มาพร้อมระบบช่วงล่างหลังแบบ Multilink Coil-spring, เครื่องยนต์ไฮบริด 2.4 ลิตร i-Force Max, โช้คอัพ Old Man Emu (OME) ขนาด 2.5 นิ้ว แบบ Position-sensitive, เฟืองท้ายหลังล็อกอิเล็กทรอนิกส์, และคานกันโคลงหน้าแบบถอดได้ โครงสร้างได้รับการปกป้องด้วย Rock Rails เหล็ก, แผ่นกันกระแทก Hot-stamped, และกันชนหลัง High-Clearance จาก ARB
ราคาเริ่มต้น: $64,230
เครื่องยนต์: 2.4 ลิตร iForce Max เทอร์โบชาร์จ ไฮบริด I4
แรงม้า: 326 แรงม้า @ 6,000 รอบ/นาที
แรงบิด: 465 ปอนด์-ฟุต @ 1,700 รอบ/นาที
เกียร์: อัตโนมัติ 8 จังหวะ
เฟืองท้าย: เปิดหน้า, ล็อกหลัง อิเล็กทรอนิกส์
ระยะห่างจากพื้น: 11.0 นิ้ว
มุมเข้า/ออก: 35.2 / 22.3 องศา
Toyota Tacoma TRD Pro: สมรรถนะสูงสำหรับการขับขี่บนทะเลทราย
Toyota Tacoma TRD Pro มาพร้อมชุดอุปกรณ์สำหรับรองรับการขับขี่ออฟโรดความเร็วสูง โดยเฉพาะการขับขี่บนทะเลทราย ประกอบด้วยโช้คอัพ Fox Racing QS3 ขนาด 2.5 นิ้ว พร้อม Reservoir ด้านหลัง และระบบ Fox Hydraulic Bump Stops ด้านหลัง นอกจากนี้ยังมีคานกันโคลงหน้าแบบอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถถอดออกได้ ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังไฮบริด i-Force Max ใหม่ ที่จับคู่เครื่องยนต์ 2.4 ลิตร เทอร์โบ 4 สูบ เข้ากับมอเตอร์ไฟฟ้า 48 แรงม้าที่ติดตั้งอยู่ที่ชุดส่งกำลัง พร้อมเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ ให้กำลังรวม 326 แรงม้า และแรงบิด 465 ปอนด์-ฟุต TRD Pro ยังมาพร้อมชุดถ่ายกำลังแบบ 2-speed และเฟืองท้ายหลังล็อกอิเล็กทรอนิกส์
ราคาเริ่มต้น: $65,230
เครื่องยนต์: 2.4 ลิตร iForce Max เทอร์โบชาร์จ ไฮบริด I4
แรงม้า: 326 แรงม้า @ 6,000 รอบ/นาที
แรงบิด: 465 ปอนด์-ฟุต @ 1,700 รอบ/นาที
เกียร์: อัตโนมัติ 8 จังหวะ
เฟืองท้าย: เปิดหน้า, ล็อกหลัง อิเล็กทรอนิกส์
ระยะห่างจากพื้น: 11.5 นิ้ว
มุมเข้า/ออก: 35.7 / 27.4 องศา
Toyota Tundra TRD Pro: ความสมดุลระหว่างสมรรถนะและความสะดวกสบาย
Toyota Tundra TRD Pro ปี 2025 ถือเป็นหนึ่งใน รถกระบะออฟโรดที่ยอดเยี่ยม แห่งยุค มาพร้อมโช้คอัพ Fox ขนาด 2.5 นิ้ว ที่ใช้น้ำมันผสม PTFE ช่วยลดแรงเสียดทาน เพื่อให้การขับขี่บนถนนเรียบรู้สึกนุ่มนวลยิ่งขึ้น Tundra TRD Pro ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ V-6 Twin-turbo 3.4 ลิตร i-Force Max ที่ให้กำลัง 437 แรงม้า และแรงบิด 583 ปอนด์-ฟุต มาพร้อมระบบ Crawl Control รุ่นล่าสุด, เฟืองท้ายหลังล็อกอิเล็กทรอนิกส์, Multi-Terrain Select, และ Downhill Assist Control TRD Pro ยังมาพร้อมไฟ LED สีส้มที่กระจังหน้า, แถบไฟ LED Bar, แผ่นกันกระแทกจำนวนมาก, และลาย “Digital Camo” บนบังโคลน, กระจังหน้า, และเบาะนั่ง
ราคาเริ่มต้น: $74,455
เครื่องยนต์: 3.4 ลิตร iForce Max Twin-turbocharged Hybrid V6
แรงม้า: 437 แรงม้า @ 5,200 รอบ/นาที
แรงบิด: 583 ปอนด์-ฟุต @ 2,400 รอบ/นาที
เกียร์: อัตโนมัติ 10 จังหวะ
เฟืองท้าย: เปิดหน้า, ล็อกหลัง อิเล็กทรอนิกส์
ระยะห่างจากพื้น: 9.0 นิ้ว
มุมเข้า/ออก: 26.2 / 24.2 องศา
สรุป:
การแข่งขันในตลาด รถกระบะออฟโรด ประจำปี 2025 นี้ เข้มข้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ผู้ผลิตทุกรายต่างนำเสนอเทคโนโลยีและสมรรถนะที่น่าประทับใจ ทำให้ผู้บริโภคมีตัวเลือกที่หลากหลาย ตั้งแต่รถกระบะขนาดกลางที่คล่องตัว ไปจนถึงรถกระบะ Heavy Duty ที่ทรงพลัง และแม้กระทั่งรถกระบะพลังงานไฟฟ้าที่มาพร้อมขีดความสามารถในการลุยที่ไม่ธรรมดา
การเลือกรถกระบะออฟโรดที่เหมาะสมที่สุด ขึ้นอยู่กับความต้องการและลักษณะการใช้งานของคุณ หากคุณต้องการรถที่พร้อมลุยตั้งแต่โรงงาน โดยไม่ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการปรับแต่งเพิ่มเติม รถรุ่นต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้นนี้คือจุดเริ่มต้นที่ดีเยี่ยมในการตัดสินใจ
หากคุณพร้อมที่จะสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับ และต้องการสำรวจโลกกว้างอย่างแท้จริง อย่ารอช้า! ติดต่อตัวแทนจำหน่ายที่ใกล้ที่สุดของคุณเพื่อทดลองขับรถกระบะออฟโรดในฝันของคุณวันนี้ และเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการผจญภัยครั้งต่อไป!
สุดยอดรถกระบะออฟโรดจากโรงงาน: 22 รุ่นที่ดีที่สุด ประจำปี 2025
ในโลกยานยนต์ที่ก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง ปี 2025 ถือเป็นยุคทองสำหรับผู้ที่หลงใหลในการผจญภัยนอกเส้นทาง ผู้ผลิตรถยนต์ทุกรายได้ทุ่มเททรัพยากรอย่างเต็มที่เพื่อนำเสนอ รถกระบะออฟโรด ที่มีความสามารถรอบด้านเหนือกว่าสติกเกอร์แต่งและโช้คอัพธรรมดาๆ อีกต่อไป ด้วยการผสมผสานเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้ากับสมรรถนะอันดุดัน รถกระบะออฟโรดรุ่นใหม่เหล่านี้มาพร้อมกับยางขนาดใหญ่ ระบบกันสะเทือนขั้นสูง แผ่นกันกระแทกใต้ท้องรถ และอุปกรณ์อื่นๆ อีกมากมายที่พร้อมจะพาคุณบุกตะลุยทุกอุปสรรค
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการอุตสาหกรรมยานยนต์มากว่าทศวรรษ ผมได้รวบรวม รถกระบะออฟโรดที่ดีที่สุด 22 รุ่น ประจำปี 2025 ที่คัดเลือกมาอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้คุณได้สัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือชั้น ไม่ว่าจะเป็นการปีนป่ายหิน การลุยโคลน หรือการท่องไปในทะเลทรายอันเวิ้งว้าง นี่คือสุดยอด รถกระบะพร้อมลุย ที่คุณไม่ควรพลาด
ตลาดรถกระบะออฟโรด: แนวโน้มและอนาคต
ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา เราได้เห็นวิวัฒนาการที่น่าทึ่งของ รถกระบะออฟโรด จากที่เคยเป็นเพียงแพ็คเกจเสริมสำหรับผู้ที่ต้องการภาพลักษณ์ที่ดูสมบุกสมบัน ปัจจุบันได้กลายมาเป็นสมรรถนะหลักที่ผู้บริโภคคาดหวัง ผู้ผลิตเข้าใจดีว่าผู้ขับขี่ต้องการรถที่สามารถพาพวกเขาออกไปผจญภัยได้จริง โดยไม่ต้องผ่านการปรับแต่งเพิ่มเติม ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาระบบขับเคลื่อนสี่ล้อที่ซับซ้อนขึ้น ระบบกันสะเทือนที่ก้าวหน้า และการใช้วัสดุที่แข็งแกร่งทนทาน
เทคโนโลยีอย่างระบบล็อกเฟืองท้ายไฟฟ้า (Electronic Locking Differentials) ที่สามารถทำงานได้ที่ความเร็วต่างๆ ระบบควบคุมการไต่เขา (Crawl Control) และระบบเลือกโหมดการขับขี่ (Terrain Select) กลายเป็นฟีเจอร์มาตรฐานใน รถกระบะออฟโรดรุ่นใหม่ เหล่านี้ ยิ่งไปกว่านั้น การมาถึงของ รถกระบะไฟฟ้าออฟโรด อย่าง GMC Hummer EV ยังเป็นการเปิดมิติใหม่ของการขับขี่แบบไร้มล้น เป็นข้อพิสูจน์ว่าสมรรถนะออฟโรดสามารถผสานเข้ากับเทคโนโลยีพลังงานสะอาดได้อย่างลงตัว
สำหรับผู้ที่มองหา รถกระบะออฟโรดราคาถูก หรือ รถกระบะออฟโรดมือสอง อาจต้องพิจารณาโมเดลที่มีอายุสักหน่อย แต่สำหรับปี 2025 งบประมาณที่สูงขึ้นจะเปิดโอกาสให้คุณได้สัมผัสกับเทคโนโลยีและความสามารถที่ก้าวล้ำที่สุดในตลาด
เจาะลึกสุดยอด รถกระบะออฟโรด 22 รุ่น ประจำปี 2025
ต่อไปนี้คือการวิเคราะห์เชิงลึกของ รถกระบะออฟโรด ที่น่าจับตามองที่สุดประจำปี 2025 โดยเรียงตามลำดับอักษรของยี่ห้อ:
Chevrolet Colorado ZR2 / GMC Canyon AT4X
สำหรับผู้ที่กำลังมองหา รถกระบะขนาดกลาง ที่มีความสามารถในการลุยได้อย่างยอดเยี่ยม Chevrolet Colorado ZR2 และ GMC Canyon AT4X คือตัวเลือกที่ไม่ควรมองข้าม ทั้งสองรุ่นนี้ได้รับการปรับปรุงให้มีความกว้างของล้อเพิ่มขึ้น 3.5 นิ้ว และความสูงใต้ท้องรถเพิ่มขึ้น 3.0 นิ้ว เมื่อเทียบกับรุ่นมาตรฐาน ความสูงที่เพิ่มขึ้นนี้จำเป็นต่อการรองรับยาง Goodyear Wrangler Territory MT ขนาด 33 นิ้ว ระบบกันสะเทือนมาพร้อมระยะยุบตัวที่ 9.9 นิ้วในด้านหน้า และ 11.6 นิ้วในด้านหลัง จุดเด่นคือโช้คอัพ Multimatic DSSV ที่ทำให้รถทั้งสองรุ่นนี้โดดเด่นจากคู่แข่งในกลุ่มเดียวกัน นอกจากนี้ยังมีบันไดข้างเหล็ก (Rock Sliders) ที่ใช้งานได้จริง เฟืองท้ายล็อกไฟฟ้าทั้งหน้าและหลัง กันชนหน้า-หลังที่ออกแบบมาเพื่อการลุยโดยเฉพาะ แผ่นกันกระแทกใต้ท้องรถแบบครบชุด และโหมดออฟโรดที่ช่วยให้การควบคุมระบบป้องกันการลื่นไถลและการทรงตัวทำได้เกือบเต็มที่
ราคาเริ่มต้น: 51,295 USD (Colorado ZR2) / 57,070 USD (Canyon AT4X)
เครื่องยนต์: 2.7 ลิตร เทอร์โบชาร์จ I4
แรงม้า: 310 แรงม้า @ 5,600 รอบต่อนาที
แรงบิด: 430 ปอนด์-ฟุต @ 3,000 รอบต่อนาที
เกียร์: อัตโนมัติ 8 จังหวะ
เฟืองท้าย: ล็อกไฟฟ้าหน้า-หลัง
ระยะห่างจากพื้น: 10.7 นิ้ว
มุมเข้า/ออก: 38.6 / 25.7 องศา
Chevrolet Silverado 1500 ZR2 / GMC Sierra AT4X
เปิดตัวในปี 2022 และยังคงความแข็งแกร่งสำหรับปี 2025 Chevrolet Silverado 1500 ZR2 และ GMC Sierra 1500 AT4X ยังคงมาพร้อมกับโช้คอัพ Multimatic DSSV, บันไดข้างเหล็ก, เฟืองท้ายล็อกไฟฟ้าหน้า-หลัง และโหมดการขับขี่ที่ปรับแต่งมาเพื่อการลุยโดยเฉพาะ รถกระบะครึ่งตันจาก GM คันนี้ยังได้รับการปรับปรุงภายในให้ทันสมัยด้วยหน้าจออินโฟเทนเมนต์ขนาดใหญ่ 13.4 นิ้ว, แผงหน้าปัดดิจิทัล 12.3 นิ้ว และ Head-up Display ขนาด 15 นิ้ว ZR2 และ AT4X ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดีเซล Duramax ขนาด 3.0 ลิตร หรือเครื่องยนต์ V8 ขนาด 6.2 ลิตรที่เป็นทางเลือก
ราคาเริ่มต้น: 72,195 USD (Silverado) / 81,595 USD (Sierra)
เครื่องยนต์: ดีเซลเทอร์โบ I6 3.0 ลิตร / V8 6.2 ลิตร
แรงม้า: 305 แรงม้า @ 3,750 รอบต่อนาที / 420 แรงม้า @ 5,600 รอบต่อนาที
แรงบิด: 495 ปอนด์-ฟุต @ 1,500 รอบต่อนาที / 460 ปอนด์-ฟุต @ 4,100 รอบต่อนาที
เกียร์: อัตโนมัติ 10 จังหวะ
เฟืองท้าย: ล็อกไฟฟ้าหน้า-หลัง
ระยะห่างจากพื้น: 11.2 นิ้ว
มุมเข้า/ออก: 31.8 / 23.3 องศา
Chevrolet Silverado 2500HD ZR2 / GMC Sierra 2500HD AT4X
ในปี 2024 GM ได้เพิ่ม Silverado 2500HD ZR2 และ Sierra 2500HD AT4X เข้าสู่ไลน์ออฟโรดสุดโหด โดยอิงบนพื้นฐานของรถกระบะขนาด ¾ ตัน แบบ Crew Cab รุ่น HD ZR2 และ AT4X มีให้เลือกทั้งเครื่องยนต์เบนซิน V8 ขนาด 6.6 ลิตร หรือเครื่องยนต์ดีเซล Duramax V8 ขนาด 6.6 ลิตร ระบบกันสะเทือนได้รับการยกระดับ 1.5 นิ้ว เพื่อรองรับยางขนาด 35 นิ้ว พร้อมยางอะไหล่ขนาดเต็มใต้ท้องรถ ระบบกันสะเทือนหน้ามีแขนควบคุมบน-ล่าง และดุมล้อที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ โช้คอัพเป็นแบบ Multimatic DSSV spool-valve เช่นเคย เฟืองท้ายล็อกไฟฟ้าด้านหลังสามารถใช้งานได้ที่ทุกความเร็ว และมาพร้อมแผ่นกันกระแทกใต้ท้องรถจำนวนมากเพื่อปกป้องชิ้นส่วนสำคัญ
ราคาเริ่มต้น: 73,295 USD (Silverado HD) / 85,395 USD (Sierra HD)
เครื่องยนต์: V8 6.6 ลิตร, ดีเซล V8 Duramax 6.6 ลิตร
แรงม้า: 401 แรงม้า @ 5,200 รอบต่อนาที / 470 แรงม้า @ 2,800 รอบต่อนาที
แรงบิด: 464 ปอนด์-ฟุต @ 4,000 รอบต่อนาที / 975 ปอนด์-ฟุต @ 1,600 รอบต่อนาที
เกียร์: อัตโนมัติ Allison 10 จังหวะ
เฟืองท้าย: ล็อกไฟฟ้าด้านหลัง
ระยะห่างจากพื้น: 11.6 นิ้ว
มุมเข้า/ออก: 32.5 / 25.7 องศา
Chevrolet ZR2 Bison / GMC AT4X AEV Edition
สำหรับผู้ที่ต้องการอะไรที่มากกว่าเดิม ทั้ง Chevrolet และ GMC นำเสนอเวอร์ชันพิเศษของรุ่น ZR2 และ AT4X โดยทำงานร่วมกับ American Expedition Vehicles (AEV) รุ่น ZR2 Bison และ AT4X AEV Edition มีให้เลือกในทุกรุ่นย่อย กันชนหน้า-หลังได้รับการอัปเกรดเป็นเหล็กปั๊มขึ้นรูป ดีไซน์ High-Clearance พร้อมจุดยึดลากจูงในตัว แผ่นกันกระแทกเหล็กเพิ่มเติมปกป้องชุดส่งกำลัง, ระบบบังคับเลี้ยว และท่อไอเสีย Colorado ZR2 Bison และ Canyon AT4X AEV Edition มาพร้อมยางขนาด 35 นิ้ว และระบบ Hydraulic Jounce Stops ล้อ AEV สีดำพิเศษ, สัญลักษณ์ภายนอก และโลโก้ปักบนพนักพิงศีรษะ ถือเป็นการยกระดับ รถกระบะลุยโคลน ให้เหนือกว่าใคร
ราคาเริ่มต้น: 61,040 USD (Colorado ZR2 Bison) / 66,195 USD (Canyon AT4X AEV Edition) (ราคาสำหรับรุ่น Silverado และ Sierra จะสูงกว่านี้)
เครื่องยนต์: 2.7 ลิตร เทอร์โบ I4 (Colorado/Canyon), ดีเซลเทอร์โบ I6 3.0 ลิตร / V8 6.2 ลิตร (Silverado/Sierra), V8 6.6 ลิตร, ดีเซล V8 Duramax 6.6 ลิตร (Silverado HD/Sierra HD)
แรงม้า: (แตกต่างกันไปตามรุ่น)
แรงบิด: (แตกต่างกันไปตามรุ่น)
เกียร์: อัตโนมัติ 8 จังหวะ (Colorado/Canyon), อัตโนมัติ 10 จังหวะ (Silverado/Sierra), อัตโนมัติ Allison 10 จังหวะ (Silverado HD/Sierra HD)
เฟืองท้าย: ล็อกไฟฟ้าหน้า-หลัง (Colorado, Canyon/Silverado, Sierra), ด้านหลังล็อกไฟฟ้า (Silverado HD, Sierra HD)
ระยะห่างจากพื้น: (แตกต่างกันไปตามรุ่น)
มุมเข้า/ออก: (แตกต่างกันไปตามรุ่น)
GMC Hummer EV
เป็นไปตามคาด GMC Hummer EV มาพร้อมกับประวัติศาสตร์แห่งการบุกตะลุยที่สมกับชื่อรุ่น เมื่อเลือกระบบ Extreme Off-Road Package รถ Hummer EV จะมาพร้อมเฟืองท้ายล็อกไฟฟ้าหน้า-หลัง (ด้านหลังเป็นแบบ “Virtual”), แผ่นกันกระแทกสุดแกร่ง และยาง All-Terrain ขนาด 35 นิ้ว (และรองรับยาง 37 นิ้ว) ด้วยระบบบังคับเลี้ยวล้อหลังอันเป็นเอกลักษณ์ รถกระบะไฟฟ้าคันนี้สามารถเคลื่อนที่ผ่านเส้นทางที่แคบและคดเคี้ยวได้อย่างน่าทึ่ง ซึ่งเป็นไปไม่ได้สำหรับยานพาหนะขนาดนี้ และแน่นอนว่ากำลัง 1,000 แรงม้าที่มีให้ใช้นั้นช่วยเพิ่มความมั่นใจได้อย่างมาก
ราคาเริ่มต้น: 99,045 USD (EV2x), 107,145 USD (EV3x)
มอเตอร์: ไฟฟ้า แม่เหล็กถาวร (1 หน้า 1 หลัง EV2x, 1 หน้า 2 หลัง EV3x)
แรงม้า: 570 แรงม้า (EV2x), 1,000 แรงม้า (EV3x)
แรงบิด: 770 ปอนด์-ฟุต (EV2x), 1,200 ปอนด์-ฟุต (EV3x)
เฟืองท้าย: ล็อกไฟฟ้าหน้า-หลัง (พร้อม Off-Road Package)
ระยะห่างจากพื้น: 10.1 นิ้ว (ความสูงมาตรฐาน)
มุมเข้า/ออก: 41.5 / 31.6 องศา (ความสูงมาตรฐาน)
Ford Maverick Tremor
Ford เปิดตัว Maverick Tremor ที่เน้นสมรรถนะออฟโรดในปี 2023 และกลับมาพร้อมกับรุ่นปี 2025 ที่ได้รับการปรับปรุง Maverick Tremor ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ EcoBoost ขนาด 2.0 ลิตร และระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ ระบบกันสะเทือนที่ปรับแต่งเพื่อการลุยได้รับการยกสูงขึ้น 0.8 นิ้ว พร้อมยาง All-Terrain ที่ยัดเข้าไปในซุ้มล้อ แผ่นกันกระแทกหน้า, ระบบขับเคลื่อนเพลาล้อหลังแบบ Twin-Clutch ที่มีระบบล็อกได้, โหมดการขับขี่แบบออฟโรด และ Trail Control คืออุปกรณ์หลัก ส่วนการตกแต่งภายในและภายนอกที่เป็นเอกลักษณ์ก็บ่งบอกว่านี่คือ Tremor
ราคาเริ่มต้น: 42,690 USD
เครื่องยนต์: 2.0 ลิตร EcoBoost I4
แรงม้า: 238 แรงม้า @ 5,500 รอบต่อนาที
แรงบิด: 275 ปอนด์-ฟุต @ 3,000 รอบต่อนาที
เกียร์: อัตโนมัติ 8 จังหวะ
เฟืองท้าย: เพลาขับหลังแบบ Torque-vectoring, เฟืองท้ายเปิดด้านหน้า
ระยะห่างจากพื้น: 9.1 นิ้ว
มุมเข้า/ออก: 30.8 / 21.6 องศา
Ford Ranger Raptor
ผู้ที่ชื่นชอบ Ford Raptor รอคอยรถกระบะขนาดกลางเวอร์ชันของนักแข่งออฟโรดระดับตำนานมานาน และในปี 2024 บริษัทก็ตอบสนองความต้องการนี้แล้ว Ranger Raptor ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ EcoBoost V6 ขนาด 3.0 ลิตร Twin-Turbocharged ที่ดัดแปลงมาจาก Bronco Raptor ซึ่งให้กำลัง 405 แรงม้า และแรงบิด 430 ปอนด์-ฟุต รถกระบะรุ่นนี้ยังใช้ชุดส่งกำลังและเฟืองท้ายล็อกหน้าแบบเดียวกับ Bronco Raptor มาพร้อมระยะห่างจากพื้น 10.7 นิ้ว พร้อมระยะยุบตัวของระบบกันสะเทือนด้านหน้าเพิ่มขึ้น 1.4 นิ้ว และด้านหลัง 2.7 นิ้ว ทำให้มีระยะยุบตัวรวม 10.0 นิ้วในด้านหน้า และ 11.5 นิ้วในด้านหลัง แขนควบคุมหน้าอะลูมิเนียมใหม่ช่วยเพิ่มความกว้างของเพลาหน้า 3.5 นิ้ว และจุดยึดโช้คอัพได้รับการปรับปรุง ระบบกันสะเทือนหลังได้รับการยกเครื่องใหม่โดยเปลี่ยนจากแหนบเป็น Radius Arms แบบเดียวกับ F-150 Raptor
เสริมสมรรถนะด้วยยาง BFGoodrich All-Terrain T/A KO3 ขนาด 33 นิ้ว, เพลาล้อหลังแบบ Live Axle พร้อม Watts Linkage, โช้คอัพ Fox Live Valve Internal Bypass ขนาด 2.5 นิ้ว ควบคุมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ทั้งสี่ล้อ รวมถึงคอยล์โอเวอร์ที่ด้านหน้า และแผ่นกันกระแทกเหล็ก
ราคาเริ่มต้น: 57,415 USD
เครื่องยนต์: 3.0 ลิตร EcoBoost V6
แรงม้า: 405 แรงม้า @ 5,500 รอบต่อนาที
แรงบิด: 430 ปอนด์-ฟุต @ 3,500 รอบต่อนาที
เกียร์: อัตโนมัติ 10 จังหวะ
เฟืองท้าย: ล็อกไฟฟ้าหน้า-หลัง
ระยะห่างจากพื้น: 10.7 นิ้ว
มุมเข้า/ออก: 33.0 / 26.4 องศา
Ford F-150 Raptor
เข้าสู่ปีที่ 15 Ford F-150 Raptor ยังคงได้รับความนิยมอย่างไม่เคยมีมาก่อน Raptor รุ่นดั้งเดิมนี้มีระยะยุบตัวของระบบกันสะเทือนหน้า 14.0 นิ้ว และด้านหลัง 15.0 นิ้ว รถกระบะ Ford สุดแกร่งคันนี้ยังโดดเด่นด้วยฐานล้อที่กว้างและดุดัน พร้อมเทคโนโลยีออฟโรดที่ทันสมัยที่สุด Raptor 37 มาพร้อมยาง BFGoodrich ขนาด 37 นิ้ว ระยะยุบตัวของระบบกันสะเทือนสำหรับ Raptor 37 และ Raptor R คือ 13.0 นิ้วในด้านหน้า และ 14.1 นิ้วในด้านหลัง เครื่องยนต์ EcoBoost V6 ขนาด 3.5 ลิตรของ Raptor ให้กำลัง 450 แรงม้า และแรงบิด 510 ปอนด์-ฟุต ส่วนเครื่องยนต์ V8 Supercharged ขนาด 5.2 ลิตรของ Raptor R ก็เพิ่มสมรรถนะให้ดุดันยิ่งขึ้น ด้วยกำลัง 720 แรงม้า และแรงบิด 640 ปอนด์-ฟุต
ราคาเริ่มต้น: 81,000 USD (Raptor), 92,470 USD (Raptor 37), 112,925 USD (Raptor R)
เครื่องยนต์: 3.5 ลิตร EcoBoost V6 High-Output, 5.2 ลิตร V8 Supercharged
แรงม้า: 450 แรงม้า @ 5,850 รอบต่อนาที, 720 แรงม้า @ 6,650 รอบต่อนาที
แรงบิด: 510 ปอนด์-ฟุต @ 3,000 รอบต่อนาที, 640 ปอนด์-ฟุต @ 4,300 รอบต่อนาที
เกียร์: อัตโนมัติ 10 จังหวะ
เฟืองท้าย: ลิมิเต็ดสลิปด้านหน้า, ล็อกไฟฟ้าด้านหลัง
ระยะห่างจากพื้น: 12.0 นิ้ว (Raptor), 13.1 นิ้ว (Raptor 37, Raptor R)
มุมเข้า/ออก: 31.0 / 23.9 องศา (Raptor), 33.1 / 24.9 องศา (Raptor 37, Raptor R)
Ford F-150 Tremor
แพ็คเกจ Ford F-150 Tremor ซึ่งมีให้เลือกสำหรับ F-250 และ F-350 Super Duty รวมถึง Maverick ด้วยเช่นกัน ได้ยกระดับความสามารถในการลุยออฟโรดขึ้นไปอีกขั้น โดยไม่ต้องก้าวเข้าสู่ดินแดนของ Raptor สำหรับปี 2025 F-150 Tremor มาพร้อมเครื่องยนต์ V8 ขนาด 5.0 ลิตรเป็นมาตรฐาน ส่วนเครื่องยนต์ EcoBoost V6 ขนาด 3.5 ลิตร เป็นทางเลือก F-150 Tremor ยังคงเป็นรุ่น Crew Cab พร้อมกระบะสั้น F-150 Tremor มาพร้อมยาง General Grabber A/T ขนาด 33 นิ้ว หุ้มล้อขนาด 18 นิ้วที่เป็นเอกลักษณ์ (ซึ่งเพิ่มความกว้างของล้อ 1.0 นิ้ว), สปริงหน้าแบบ Custom ที่ยกสูงขึ้นเล็กน้อย และโช้คอัพหน้าแบบ Monotube และโช้คอัพหลังแบบ Twin-tube ที่ปรับแต่งมาโดยเฉพาะ Ford F-150 Tremor ยังมีเฟืองท้ายหน้า Torsen Limited-Slip เป็นทางเลือก, เฟืองท้ายหลังแบบ Electronic Locking เป็นมาตรฐาน, ชุดส่งกำลังแบบ Torque-on-Demand เป็นทางเลือก, แผ่นกันกระแทกสไตล์ Raptor และบันไดข้างอะลูมิเนียมแบบ Solid สไตล์ Raptor
ราคาเริ่มต้น: 66,910 USD
เครื่องยนต์: 3.5 ลิตร EcoBoost V6, 5.0 ลิตร V8
แรงม้า: 400 แรงม้า @ 6,000 รอบต่อนาที, 400 แรงม้า @ 6,000 รอบต่อนาที
แรงบิด: 500 ปอนด์-ฟุต @ 3,100 รอบต่อนาที, 410 ปอนด์-ฟุต @ 4,250 รอบต่อนาที
เกียร์: อัตโนมัติ 10 จังหวะ
เฟืองท้าย: ด้านหน้าเปิด (มี Torsen Limited-Slip เป็นทางเลือก), ด้านหลังล็อกไฟฟ้า
ระยะห่างจากพื้น: 9.4 นิ้ว
มุมเข้า/ออก: 27.6 / 24.3 องศา
Jeep Gladiator Mojave X
Jeep Gladiator Mojave มาพร้อมระบบกันสะเทือนที่ปรับแต่งสำหรับทะเลทรายด้วยโช้คอัพ Fox ขนาด 2.5 นิ้ว แบบ Internal Bypass และ Bump Stops แบบลมที่ด้านหน้า โครงสร้างรถได้รับการเสริมความแข็งแรงในจุดที่รับแรงกระแทกจากการลุยหนัก และเพลาหน้ามี Knuckles เหล็กหล่อความแข็งแรงสูง มีการตกแต่งด้วยสีส้มสดใสทั่วคัน ฟังก์ชัน Off Road Plus ที่ช่วยให้เฟืองท้ายหลังล็อกสามารถใช้งานในโหมด 4×4 High ได้ และป้าย “Desert Rated” ที่บังโคลน การเลือกแพ็คเกจ Gladiator Mojave X จะเพิ่มความสะดวกสบาย เช่น เบาะนั่งอุ่น และระบบเครื่องเสียงพรีเมียม พร้อมกับอุปกรณ์ที่ใช้งานได้จริง เช่น กันชนเหล็ก, กล้องออฟโรด และชุดส่งกำลังแบบ Full-time Transfer Case
ราคาเริ่มต้น: 62,995 USD
เครื่องยนต์: 3.6 ลิตร V6
แรงม้า: 285 แรงม้า @ 6,400 รอบต่อนาที
แรงบิด: 260 ปอนด์-ฟุต @ 4,400 รอบต่อนาที
เกียร์: อัตโนมัติ 8 จังหวะ
เฟืองท้าย: ด้านหน้าเปิด, ด้านหลังล็อกไฟฟ้า
ระยะห่างจากพื้น: 11.6 นิ้ว
มุมเข้า/ออก: 44.7 / 25.5 องศา
Jeep Gladiator Rubicon X
สำหรับปี 2025 เครื่องยนต์เดียวที่มีให้เลือกสำหรับ Jeep Gladiator Rubicon คือเครื่องยนต์ Pentastar V6 ขนาด 3.6 ลิตร ซึ่งจับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ Gladiator Rubicon มาพร้อมเฟืองท้ายล็อกไฟฟ้าหน้า-หลัง, เหล็กกันโคลงหน้าแบบ Electronic Disconnecting และเกียร์อัตราทดต่ำ 4.0:1 ในชุดส่งกำลัง พร้อมยางออฟโรดขนาด 33 นิ้ว Rubicon X รุ่นใหม่เพิ่มเบาะหนัง Nappa เป็นมาตรฐาน (ปกติมีราคา 1,995 USD), โหมดการขับขี่ Off-Road+ (เพื่อปรับการตอบสนองคันเร่งและกลยุทธ์การเปลี่ยนเกียร์ให้เหมาะสมกับสภาพทรายและหิน และเปิดใช้งานเฟืองท้ายหลังในโหมด 4Hi) พร้อมด้วยอุปกรณ์เสริมอื่นๆ ที่ปกติเป็นออปชั่น
ราคาเริ่มต้น: 62,995 USD
เครื่องยนต์: 3.6 ลิตร V6
แรงม้า: 285 แรงม้า @ 6,400 รอบต่อนาที
แรงบิด: 260 ปอนด์-ฟุต @ 4,400 รอบต่อนาที
เกียร์: อัตโนมัติ 8 จังหวะ
เฟืองท้าย: ล็อกไฟฟ้าหน้า-หลัง
ระยะห่างจากพื้น: 11.1 นิ้ว
มุมเข้า/ออก: 43.4 / 26.0 องศา
Nissan Frontier Pro-4X
Nissan เปิดตัว Frontier ที่ปรับปรุงใหม่หมดจดสำหรับปี 2022 และสำหรับปี 2025 รุ่น Pro-4X ได้รับการปรับโฉมเล็กน้อย, สติ๊กเกอร์ที่ฝากระโปรงท้าย, และสีพิเศษ Afterburn Orange รถคันนี้มาพร้อมโช้คอัพ Bilstein Monotube, เฟืองท้ายล็อกไฟฟ้าด้านหลัง, ยาง All-Terrain, ระบบ Hill Descent Control และแผ่นกันกระแทกที่แข็งแกร่ง Frontier ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ V6 ขนาด 3.8 ลิตร ให้กำลัง 310 แรงม้า และแรงบิด 281 ปอนด์-ฟุต พร้อมเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ
ราคาเริ่มต้น: 43,280 USD
เครื่องยนต์: 3.8 ลิตร V6
แรงม้า: 310 แรงม้า @ 6,400 รอบต่อนาที
แรงบิด: 281 ปอนด์-ฟุต @ 4,400 รอบต่อนาที
เกียร์: อัตโนมัติ 9 จังหวะ
เฟืองท้าย: ด้านหน้าเปิด, ด้านหลังล็อกไฟฟ้า
ระยะห่างจากพื้น: 9.8 นิ้ว
มุมเข้า/ออก: 32.3 / 23.0 องศา
Ram 1500 RHO
แม้ว่า TRX จะอำลาตลาดไปแล้ว แต่ Ram RHO ก็พร้อมเข้ามาทวงบัลลังก์ในฐานะหนึ่งใน รถกระบะออฟโรดที่ดีที่สุด โดยสามารถพิชิตภูมิประเทศที่เป็นทราย หิน หรือเป็นลูกคลื่นได้อย่างไร้เทียมทาน RHO มาพร้อมระยะยุบตัวของระบบกันสะเทือนด้านหน้า 13.0 นิ้ว และด้านหลัง 14.0 นิ้ว, ซุ้มล้อที่กว้างและดุดัน, แผ่นกันกระแทก และพื้นที่สำหรับยางขนาด 37 นิ้ว ใต้ฝากระโปรงของ RHO คือเครื่องยนต์ I6 Twin-Turbocharged High-Output ขนาด 3.0 ลิตร ที่ให้กำลัง 540 แรงม้า
ราคาเริ่มต้น: 72,090 USD
เครื่องยนต์: 3.0 ลิตร I6 Twin-Turbocharged High-Output
แรงม้า: 540 แรงม้า @ 5,700 รอบต่อนาที
แรงบิด: 521 ปอนด์-ฟุต @ 3,500 รอบต่อนาที
เกียร์: อัตโนมัติ 8 จังหวะ
เฟืองท้าย: ด้านหน้าเปิด, ด้านหลังล็อกไฟฟ้า
ระยะห่างจากพื้น: 11.8 นิ้ว
มุมเข้า/ออก: 31.0 / 25.2 องศา
Ram Heavy Duty Rebel
แม้จะไม่เทียบเท่า Power Wagon แต่ Heavy Duty Rebel ก็มาพร้อมเฟืองท้ายล็อกไฟฟ้าด้านหลัง, ยาง Mud-Terrain ขนาด 33 นิ้ว, โช้คอัพ Bilstein และแผ่นกันกระแทก Rebel ขาดเฟืองท้ายล็อกหน้าและเหล็กกันโคลงแบบ Electronic Disconnecting ของ Power Wagon แต่ได้เปรียบด้วยระบบกันสะเทือนหลังแบบถุงลมเป็นทางเลือก และความสามารถในการลากจูงและบรรทุกที่สูงกว่ามาก
ราคาเริ่มต้น: 77,480 USD
เครื่องยนต์: 6.4 ลิตร HEMI V8, 6.7 ลิตร Cummins I6 Diesel
แรงม้า: 410 แรงม้า @ 5,600 รอบต่อนาที, 430 แรงม้า @ 2,800 รอบต่อนาที
แรงบิด: 429 ปอนด์-ฟุต @ 4,000 รอบต่อนาที, 1,075 ปอนด์-ฟุต @ 1,800 รอบต่อนาที
เกียร์: อัตโนมัติ 8 จังหวะ
เฟืองท้าย: ด้านหน้าเปิด, ด้านหลังล็อกไฟฟ้า
ระยะห่างจากพื้น: 8.3 นิ้ว
มุมเข้า/ออก: 26.6 / 26.0 องศา
Ram Power Wagon
ชื่อ Ram Power Wagon ย้อนกลับไปถึงปี 1945 ซึ่งเป็นรถกระบะขับเคลื่อนสี่ล้อรุ่นแรกที่ผลิตโดยผู้ผลิตพลเรือนหลังสงครามโลกครั้งที่สอง Ram Power Wagon ปี 2025 ยังคงสืบทอดตำนานในฐานะหนึ่งใน รถกระบะออฟโรดที่ดีที่สุด ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ HEMI V8 ขนาด 6.4 ลิตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ โดดเด่นด้วยวินช์ Warn ขนาด 12,000 ปอนด์, เฟืองท้ายล็อกหน้า-หลัง, แผ่นกันกระแทก และเหล็กกันโคลงหน้าแบบ Electronic Disconnecting
ราคาเริ่มต้น: 74,235 USD
เครื่องยนต์: 6.4 ลิตร HEMI V8
แรงม้า: 410 แรงม้า @ 5,600 รอบต่อนาที
แรงบิด: 429 ปอนด์-ฟุต @ 4,000 รอบต่อนาที
เกียร์: อัตโนมัติ 8 จังหวะ
เฟืองท้าย: ล็อกไฟฟ้าหน้า-หลัง
ระยะห่างจากพื้น: 8.3 นิ้ว
มุมเข้า/ออก: 29.4 / 26.0 องศา
Toyota Tacoma Trailhunter
Toyota Tacoma Trailhunter ปี 2025 คือรถกระบะขนาดกลางเรือธงรุ่นใหม่ที่สร้างมาเพื่อการ Overlanding มาพร้อมระบบกันสะเทือนหลังแบบ Multilink Coil-Spring, เครื่องยนต์ Hybrid i-Force Max ขนาด 2.4 ลิตร, โช้คอัพ Old Man Emu (OME) แบบ Position-Sensitive ขนาด 2.5 นิ้ว, เฟืองท้ายล็อกไฟฟ้าด้านหลัง และเหล็กกันโคลงหน้าแบบ Disconnecting ตัวถังได้รับการปกป้องด้วย Rock Rails เหล็ก, แผ่นกันกระแทกแบบ Hot-Stamped และกันชนหลัง High-Clearance จาก ARB
ราคาเริ่มต้น: 64,230 USD
เครื่องยนต์: 2.4 ลิตร i-Force Max Turbocharged Hybrid I4
แรงม้า: 326 แรงม้า @ 6,000 รอบต่อนาที
แรงบิด: 465 ปอนด์-ฟุต @ 1,700 รอบต่อนาที
เกียร์: อัตโนมัติ 8 จังหวะ
เฟืองท้าย: ด้านหน้าเปิด, ด้านหลังล็อกไฟฟ้า
ระยะห่างจากพื้น: 11.0 นิ้ว
มุมเข้า/ออก: 35.2 / 22.3 องศา
Toyota Tacoma TRD Pro
Toyota Tacoma TRD Pro ปี 2025 มาพร้อมอุปกรณ์มากมายที่ออกแบบมาเพื่อการขับขี่ออฟโรดด้วยความเร็วสูงในทะเลทราย ได้แก่ โช้คอัพ Fox Racing QS3 ขนาด 2.5 นิ้ว แบบ Internal Bypass ซึ่งมี Reservoir ที่ด้านหลัง Tacoma TRD Pro ยังมาพร้อมเหล็กกันโคลงหน้าแบบ Electronically Disconnecting ที่ด้านหลังมี Fox Internal Floating Piston Hydraulic Bump Stops
ขุมพลังของ 2025 Tacoma TRD Pro คือระบบส่งกำลัง Hybrid i-Force Max ใหม่ของ Toyota ซึ่งจับคู่เครื่องยนต์เทอร์โบ 4 สูบ ขนาด 2.4 ลิตร เข้ากับมอเตอร์ไฟฟ้า 48 แรงม้า ที่ติดอยู่กับ Bellhousing ของเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ กำลังรวม 326 แรงม้า และแรงบิด 465 ปอนด์-ฟุต นอกจากนี้ TRD Pro ยังมีชุดส่งกำลังแบบ Two-Speed Transfer Case และเฟืองท้ายหลังแบบ Electronic Locking
ราคาเริ่มต้น: 65,230 USD
เครื่องยนต์: 2.4 ลิตร i-Force Max Turbocharged Hybrid I4
แรงม้า: 326 แรงม้า @ 6,000 รอบต่อนาที
แรงบิด: 465 ปอนด์-ฟุต @ 1,700 รอบต่อนาที
เกียร์: อัตโนมัติ 8 จังหวะ
เฟืองท้าย: ด้านหน้าเปิด, ด้านหลังล็อกไฟฟ้า
ระยะห่างจากพื้น: 11.5 นิ้ว
มุมเข้า/ออก: 35.7 / 27.4 องศา
Toyota Tundra TRD Pro
Toyota Tundra TRD Pro ปี 2025 ถือเป็นหนึ่งใน รถกระบะออฟโรดที่ดีที่สุด ในยุคนี้ รถคันนี้มาพร้อมโช้คอัพ Fox ขนาด 2.5 นิ้ว แบบ Internal-Bypass ซึ่งใช้น้ำมันผสมสาร Polytetrafluoroethylene (PTFE) ช่วยลดแรงเสียดทานเพื่อสัมผัสการขับขี่ที่ดีขึ้นบนถนน Tundra TRD Pro รุ่นล่าสุดนี้ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ V6 Twin-Turbo i-Force Max ขนาด 3.4 ลิตร ให้กำลัง 437 แรงม้า และแรงบิด 583 ปอนด์-ฟุต รถคันนี้ยังมีระบบ Crawl Control เจเนอเรชันล่าสุด, เฟืองท้ายหลังแบบ Electronic Locking, ระบบ Multi-Terrain Select และ Downhill Assist Control TRD Pro มาพร้อมไฟส่องสว่าง LED สีส้มที่กระจังหน้า, แถบไฟ LED Bar, แผ่นกันกระแทกจำนวนมาก และสติ๊กเกอร์ลาย “Digital Camo” บนบังโคลนหน้า, กระจังหน้า และเบาะนั่ง
ราคาเริ่มต้น: 74,455 USD
เครื่องยนต์: 3.4 ลิตร i-Force Max Twin-Turbocharged Hybrid V6
แรงม้า: 437 แรงม้า @ 5,200 รอบต่อนาที
แรงบิด: 583 ปอนด์-ฟุต @ 2,400 รอบต่อนาที
เกียร์: อัตโนมัติ 10 จังหวะ
เฟืองท้าย: ด้านหน้าเปิด, ด้านหลังล็อกไฟฟ้า
ระยะห่างจากพื้น: 9.0 นิ้ว
มุมเข้า/ออก: 26.2 / 24.2 องศา
มองหารถกระบะออฟโรดที่ใช่สำหรับคุณ
การเลือกรถกระบะที่เหมาะสมกับการใช้งานออฟโรดนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ เช่น งบประมาณ, ลักษณะภูมิประเทศที่คุณจะไปบ่อยที่สุด, และความต้องการด้านอื่นๆ ไม่ว่าคุณจะกำลังมองหา รถกระบะออฟโรดราคาประหยัด หรือ รถกระบะออฟโรดสมรรถนะสูง ปี 2025 มีตัวเลือกที่น่าตื่นเต้นมากมายในตลาด
หากคุณต้องการสัมผัสประสบการณ์การขับขี่สุดขั้วโดยไม่ต้องกังวลเรื่องการปรับแต่งเพิ่มเติม รถกระบะเหล่านี้คือคำตอบที่ดีที่สุด หรือหากคุณเป็นนักผจญภัยที่ชื่นชอบการเดินทางไกล (Overlanding) รถกระบะอย่าง Toyota Tacoma Trailhunter อาจเป็นคู่หูที่สมบูรณ์แบบ
อย่ารอช้า! ถึงเวลาที่คุณจะก้าวข้ามขีดจำกัดและออกไปค้นพบโลกใบใหม่ด้วย รถกระบะออฟโรดที่ดีที่สุด ที่พร้อมพาคุณไปทุกที่ที่คุณฝันถึง.
รายชื่อรถกระบะออฟโรดที่ดีที่สุดประจำปี 2025:
Chevrolet Colorado ZR2
GMC Canyon AT4X
Chevrolet Silverado 1500 ZR2
GMC Sierra AT4X
GMC Hummer EV
Ford F-150 Raptor
Ford F-150 Tremor
Ford Ranger Raptor
Ford Maverick Tremor
Jeep Gladiator Mojave X
Jeep Gladiator Rubicon X
Ram Heavy Duty Rebel
Ram Power Wagon
Ram 1500 RHO
Toyota Tacoma Trailhunter
Toyota Tacoma TRD Pro
Toyota Tundra TRD Pro

