• Sample Page
Film
No Result
View All Result
No Result
View All Result
Film
No Result
View All Result

N2603614[ตอนต่อไป]_นจะจอดตรงน_part 2 | Những tin hàng ngày 20

admin79 by admin79
March 26, 2026
in Uncategorized
0
N2603614[ตอนต่อไป]_นจะจอดตรงน_part 2 | Những tin hàng ngày 20 ยอดขายรถยนต์ปี 2568: แบรนด์ใดเติบโตและแบรนด์ใดถดถอยในรอบปีที่ผ่านมา? อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเผชิญความท้าทายในรอบปีที่ผ่านมา ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการยานยนต์มานานกว่าทศวรรษ ดิฉันได้เฝ้าติดตามการเปลี่ยนแปลงของตลาดอย่างใกล้ชิด และรายงานยอดขายรถยนต์ปี 2568 ที่เพิ่งประกาศออกมาโดยสมาคมผู้ผลิตยานยนต์แห่งประเทศไทย (CAMPI) ก็สะท้อนภาพรวมที่น่าสนใจอย่างยิ่ง แม้ว่ายอดขายรวมของสมาชิก CAMPI จะอยู่ที่ 463,646 คัน ลดลง 0.8% จาก 467,252 คันในปี 2567 ซึ่งนับเป็นการหดตัวครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2563 อันเนื่องมาจากผลกระทบของการระบาดของโรคโควิด-19 อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจากข้อมูลอุตสาหกรรมโดยรวม ซึ่งรวมถึงยอดขายจากผู้ผลิตที่ไม่ได้เป็นสมาชิก CAMPI จะพบว่ายอดขายรวมทั้งอุตสาหกรรมอยู่ที่ 491,395 คัน เพิ่มขึ้น 3.7% จาก 473,842 คันในปี 2567 บ่งชี้ว่าภาพรวมของ ยอดขายรถยนต์ในไทย ยังคงมีการเติบโตอยู่ รายงานฉบับนี้จะเจาะลึกถึงแบรนด์ที่สามารถสร้างการเติบโตได้อย่างน่าประทับใจ และแบรนด์ที่ประสบปัญหาความท้าทายในแง่ของการลดลงของยอดขาย โดยจะเน้นไปที่รถยนต์นั่งส่วนบุคคล (Passenger Cars), รถยนต์อเนกประสงค์ (MPVs) และรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ขนาดเล็ก (Light Commercial Vehicles) สำหรับการใช้งานส่วนบุคคล แบรนด์รถยนต์ที่มียอดขายเติบโตอย่างแข็งแกร่งในปี 2568 BYD: การทะยานขึ้นสู่อันดับต้นของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า BYD มียอดขายรวม 26,122 คันในปี 2568 ซึ่งเป็นการเติบโตที่น่าตะลึงถึง 446% เมื่อเทียบกับปี 2567 และคิดเป็น 94.14% ของยอดขายจากผู้ผลิตที่ไม่ใช่สมาชิก CAMPI ตัวเลขนี้ยืนยันว่า BYD ไม่เพียงแต่เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ยอดขายรวมทั้งอุตสาหกรรมกลับมาเติบโต แต่ยังสามารถก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งอันดับ 3 ของตลาดโดยรวมได้อย่างรวดเร็ว แซงหน้าแบรนด์ใหญ่อย่าง Suzuki, Ford และ Nissan ไปได้ ความสำเร็จของ BYD มาจากการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องตลอดช่วงปีครึ่งที่ผ่านมา ควบคู่ไปกับการผลักดันการตลาดที่แข็งแกร่ง การจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายอย่างสม่ำเสมอ (เช่น BYD Tech Tour) และการขยายเครือข่ายสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Chargers) โดยตัวแทนจำหน่าย ACMobility ซึ่งช่วยสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคในการเปลี่ยนมาใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าและยานยนต์พลังงานทางเลือก (xEVs) แม้จะไม่ใช่แบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง แต่เซกเมนต์ของรถยนต์ไฟฟ้า (xEVs) หรือยานยนต์พลังงานทางเลือก สมควรได้รับการกล่าวถึงเป็นพิเศษ ยานยนต์กลุ่มนี้คิดเป็น 12% ของยอดขายรวมในปี 2568 เพิ่มขึ้นจาก 5.5% ในปี 2567 หรือประมาณ 58,905 คัน ซึ่งรวมถึงรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEVs), รถยนต์ไฮบริด (HEVs) และรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEVs)
เป็นที่น่าสังเกตว่า Tesla ซึ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการในปีนี้ ก็สามารถทำยอดขายได้ถึง 2,424 คัน ส่งให้แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าจากสหรัฐอเมริกาแห่งนี้ติดอันดับ 12 ของ CAMPI (หรืออันดับ 13 หากนับรวม BYD) Kia: การเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยรถยนต์เชิงพาณิชย์ Kia มียอดขายรวม 7,810 คันในปี 2568 เพิ่มขึ้น 16.70% จากปี 2567 การเติบโตนี้ส่วนใหญ่มาจากการขายรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ ซึ่งประกอบด้วยรถยนต์อเนกประสงค์ (Asian Utility Vehicles – AUVs), รถยนต์เพื่อการพาณิชย์ขนาดเล็ก (LCVs), รถบรรทุกขนาดเล็ก กลาง และใหญ่ รวมถึงรถโดยสาร ที่มียอดขายเพิ่มขึ้น 22.50% ในหมวดนี้ อย่างไรก็ตาม ยอดขายรถยนต์นั่งส่วนบุคคลของ Kia กลับลดลงถึง 43.20% Honda, Toyota, และ Suzuki: การปรับกลยุทธ์เพื่อรักษาฐานลูกค้า Honda สามารถทำยอดขายเติบโตได้ทั้งในกลุ่มรถยนต์นั่งส่วนบุคคล (+1%) และรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ (+7.6%) ส่งผลให้ยอดขายโดยรวมเพิ่มขึ้น 4.80% โดย Honda จัดกลุ่มรถยนต์อย่าง BR-V, HR-V และ CR-V เป็นรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ สำหรับแบรนด์ญี่ปุ่นชั้นนำอย่าง Toyota และ Suzuki มียอดขายรวมเติบโต 5.20% และ 7.90% ตามลำดับ แม้ว่าทั้งสองแบรนด์จะมียอดขายรถยนต์นั่งส่วนบุคคลลดลงอย่างเห็นได้ชัด (-22.20% และ -2.50% ตามลำดับ) แต่ก็สามารถชดเชยได้ด้วยยอดขายรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ที่เพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่ง (+16.40% และ +17.2% ตามลำดับ) การที่แบรนด์เหล่านี้สามารถปรับตัวและนำเสนอรถยนต์เชิงพาณิชย์ที่ตอบโจทย์ตลาดได้อย่างต่อเนื่อง เป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาฐานลูกค้า BMW และ Ferrari: การเติบโตที่โดดเด่นในกลุ่มรถยนต์ระดับพรีเมียม แม้จะเป็นแบรนด์ที่มียอดขายไม่สูงนัก แต่ BMW และ Ferrari ก็แสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่น่าสนใจ Ferrari สามารถเพิ่มยอดขายเป็นสองเท่าจาก 16 คันในปี 2567 เป็น 32 คันในปี 2568 คิดเป็นการเติบโต 100% ขณะที่ BMW ซึ่งจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายและมอบส่วนลดอย่างต่อเนื่องในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา มียอดขายเพิ่มขึ้นจาก 815 คัน เป็น 950 คัน หรือคิดเป็นการเติบโต 16.6% Jetour: แบรนด์จีนน้องใหม่ที่กำลังมาแรง นอกเหนือจาก BYD แล้ว Jetour เป็นอีกหนึ่งแบรนด์จากประเทศจีนที่แสดงให้เห็นถึงการเติบโตของยอดขายอย่างโดดเด่นในปี 2568 มียอดขายรวม 1,791 คัน หรือเพิ่มขึ้น 5.20% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่ Changan มียอดขายเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเพียง 0.50% แบรนด์รถยนต์ที่มียอดขายถดถอยในปี 2568 แบรนด์จีนบางส่วน: ความท้าทายของการแข่งขันที่สูงขึ้น ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติจีนบางแบรนด์ที่เข้ามาทำตลาดในไทยมานาน กลับประสบปัญหาการลดลงของยอดขายในปี 2568 Chery มียอดขายลดลงถึง 43.50% เมื่อเทียบกับปี 2567 ขณะที่ Foton และ MG มียอดขายลดลงในระดับที่น้อยกว่าคือ 12.90% และ 3.30% ตามลำดับ สำหรับแบรนด์ขนาดเล็กอย่าง Omoda, Jaecoo, BAIC และ Lynk & Co ยังไม่สามารถแสดงข้อมูลการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนได้ เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลเปรียบเทียบจากปีก่อนหน้า แบรนด์ในกลุ่ม Astara: การเปลี่ยนแปลงผู้จัดจำหน่ายที่ส่งผลกระทบ การหายไปของ GAC จากรายชื่อแบรนด์ที่มียอดขายเติบโต เกิดจากการที่ Astara ประกาศยุติการดำเนินงานในประเทศไทย ส่งผลให้ธุรกิจของ Peugeot, GAC, JMC และ JAC อยู่ในสภาวะที่ไม่แน่นอน แม้ว่า GAC International Philippines ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของ GAC China โดยตรง จะเข้ามารับช่วงต่อธุรกิจในตลาดไทย แต่ก็ต้องเผชิญกับความท้าทายอย่างหนัก GAC มียอดขายลดลงถึง 44.10% ในปี 2568 โดยมียอดขายเพียง 1,793 คัน ในปีสุดท้ายภายใต้การบริหารของ Astara อย่างไรก็ตาม JMC ซึ่งเป็นอีกแบรนด์ในเครือ Astara กลับมียอดขายเพิ่มขึ้น 38.80% (1,405 คัน) ขณะที่ Peugeot ซึ่งถือเป็นรถยนต์เฉพาะกลุ่ม (niche) สำหรับตลาดไทย มียอดขายเพียง 37 คัน หรือลดลงถึง 79.10% เมื่อเทียบกับปี 2567
Mercedes-Benz: การปรับโครงสร้างผลิตภัณฑ์เพื่อรับมือตลาด Mercedes-Benz ประสบปัญหาอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมาทั่วโลก โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างผลิตภัณฑ์และการตัดรุ่นที่ทำผลงานได้ไม่ดีออกไป รวมถึงแบรนด์ย่อย EQ ในตลาดไทยเอง ยอดขายของ Mercedes-Benz ในปี 2568 ลดลง 25% โดยมียอดขายเพียง 563 คัน สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในการแข่งขันของกลุ่มรถยนต์พรีเมียม Ford, Nissan, และ Isuzu: การเผชิญหน้ากับคู่แข่งที่แข็งแกร่ง เช่นเดียวกับ Suzuki แบรนด์ญี่ปุ่นทั้งสามนี้ ได้แก่ Ford, Nissan และ Isuzu ถูก BYD แซงหน้าไปในตารางยอดขาย ส่งผลให้พวกเขาตกไปอยู่อันดับ 5, 6 และ 7 ตามลำดับ Isuzu มียอดขายลดลงน้อยที่สุด (-2.30%) เนื่องจากเน้นขายรถยนต์เพื่อการพาณิชย์เป็นหลัก จึงได้รับผลกระทบจากยอดขายรถยนต์นั่งส่วนบุคคลที่ลดลงน้อยกว่า Ford และ Nissan มียอดขายที่ใกล้เคียงกัน โดยมียอดขายลดลง 22.20% และ 23.20% ตามลำดับ ทั้งสองแบรนด์เผชิญกับยอดขายที่หดตัวทั้งในกลุ่มรถยนต์นั่งส่วนบุคคลและรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ Mazda: การหาทางฟื้นฟูยอดขายด้วยผลิตภัณฑ์ใหม่ Mazda เป็นอีกแบรนด์ที่ไม่ได้เน้นการขายในปริมาณมาก แต่จากการจัดกิจกรรมของกลุ่มลูกค้า (club gatherings) การมีส่วนร่วมในมอเตอร์สปอร์ต และงาน Fan Festa แสดงให้เห็นว่า Mazda เป็นแบรนด์เฉพาะกลุ่มที่มีฐานลูกค้าที่เหนียวแน่น การเปิดตัว CX-60 รุ่นปรับปรุงในช่วงต้นปี อาจเป็นก้าวแรกในการพลิกฟื้นยอดขายที่ลดลงถึง 26.70% (1,633 คัน) ในปี 2568 Hyundai: การปรับสมดุลระหว่างรถยนต์นั่งและรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ Hyundai มีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจในปี 2568 ด้วยการปรับปรุงและขยายไลน์อัพผลิตภัณฑ์ในประเทศ การนำเสนอรถยนต์ Elantra ในหลากหลายรุ่นย่อย ช่วยกระตุ้นยอดขายรถยนต์นั่งส่วนบุคคลจาก 5 คันในปี 2567 เป็น 89 คันในปีนี้ อย่างไรก็ตาม การขาดหายไปของยอดขายรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ ซึ่งลดลงจาก 12,018 คัน เหลือ 10,386 คัน ส่งผลให้ยอดขายโดยรวมของ Hyundai ลดลง 12.90% Mitsubishi: การท้าทายเพื่อกลับสู่ตำแหน่งผู้นำ Mitsubishi ซึ่งเคยเป็นแบรนด์ที่มียอดขายสูงสุดเป็นอันดับสองของประเทศ มียอดขายลดลง 2.60% ในปี 2568 โดยมีปัจจัยมาจากยอดขายรถยนต์นั่งส่วนบุคคลที่ลดลงถึง 33.3% แม้จะมีการเปิดตัว Mitsubishi Mirage G4 รุ่นปรับปรุงแล้วก็ตาม เป็นที่น่าจับตาว่าในปีนี้ Mitsubishi จะสามารถทำผลงานได้ดีขึ้นหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการเปิดตัว Mitsubishi Xpander HEV ซึ่งเป็นรุ่นที่น่าจับตามองในแง่ของสเปกและราคา แนวโน้มตลาดรถยนต์ไทยในปี 2568 และการก้าวต่อไป ปี 2568 เป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงและทดสอบความแข็งแกร่งของทุกแบรนด์ในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย BYD พิสูจน์ให้เห็นถึงศักยภาพที่น่าทึ่งของรถยนต์ไฟฟ้า และเป็นแรงผลักดันสำคัญในการขับเคลื่อน ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ขณะที่แบรนด์ดั้งเดิมหลายแบรนด์ต้องเผชิญกับความท้าทายในการปรับตัวให้เข้ากับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป การให้ความสำคัญกับรถยนต์พลังงานทางเลือก และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น สำหรับผู้บริโภค การมีทางเลือกที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งรถยนต์ที่ประหยัดน้ำมัน รถยนต์ไฟฟ้า และรถยนต์ที่ตอบโจทย์การใช้งานเฉพาะกลุ่ม ทำให้ตลาดรถยนต์ไทยมีความน่าสนใจอย่างยิ่ง การพิจารณา ราคาขายรถยนต์ ประกอบกับสมรรถนะ ความน่าเชื่อถือ และการบริการหลังการขาย จะเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจซื้อ
หากคุณกำลังมองหารถยนต์คันใหม่ หรือต้องการข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการ ซื้อรถยนต์มือสอง หรือ เปรียบเทียบราคารถยนต์ รุ่นต่างๆ ในตลาดในปี 2568 นี้ อย่าลังเลที่จะปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ หรือสำรวจข้อมูลเพิ่มเติมจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เพื่อให้คุณสามารถเลือกรถยนต์ที่ตรงกับความต้องการและงบประมาณของคุณได้อย่างเหมาะสมที่สุด เริ่มต้นการเดินทางของคุณสู่โลกยานยนต์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วได้แล้ววันนี้!
Previous Post

N2603613[ตอนต่อไป]_สร างภาพว ารวยท แท ไม อะไรเลย_part 2 | Những tin hàng ngày 20

Next Post

N2603615[ตอนต่อไป]_โลก ใบของเราส คน_part 2 | Những tin hàng ngày 20

Next Post

N2603615[ตอนต่อไป]_โลก ใบของเราส คน_part 2 | Những tin hàng ngày 20

Leave a Reply Cancel reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Recent Posts

  • Video 21
  • Video 20
  • N1104241_คนข บรถ…คนใหม_part 2
  • N1104240_เม ยผ เส ยสละ_part 2
  • N1104239_ำใจท กทรยศ_part 2

Recent Comments

No comments to show.

Archives

  • April 2026
  • March 2026
  • February 2026
  • January 2026

Categories

  • Uncategorized

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.

No Result
View All Result

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.