![N1703837[ตอนต่อไป] เร องว นวาย ของค ณชายตกงาน part 2](https://filmthai2.khoaluantotnghiep.net/wp-content/uploads/2026/03/fb_natural_20260323_141836.jpg)
ตลาดรถยนต์ไทยปี 2567: ภาพรวมการเติบโตและแบรนด์ดาวเด่น-ดาวร่วง
บทวิเคราะห์เชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญอุตสาหกรรมยานยนต์ 10 ปี
ปี 2567 ที่ผ่านมา เป็นปีแห่งความท้าทายและน่าจับตามองสำหรับตลาดรถยนต์ไทย รายงานยอดขายล่าสุดจากสมาคมผู้ผลิตยานยนต์ไทย (Automotive Manufacturers Association – ATAM) เผยให้เห็นภาพรวมที่ค่อนข้างละเอียดอ่อน โดยยอดขายรวมของสมาชิก ATAM อยู่ที่ 463,646 คัน ลดลงเล็กน้อย 0.8% เมื่อเทียบกับ 467,252 คันในปี 2566 การชะลอตัวนี้ถือเป็นสัญญาณที่ต้องพิจารณาอย่างยิ่ง เนื่องจากครั้งสุดท้ายที่เราเห็นการเติบโตติดลบคือในปี 2563 อันเป็นผลมาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่ส่งผลให้ยอดขายรถยนต์ทั่วโลกลดลงถึง 47%
อย่างไรก็ตาม รายงานฉบับเดียวกันได้ระบุตัวเลขยอดขายรวมของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยอยู่ที่ 491,395 คัน ซึ่งรวมถึงยอดขายจากผู้ผลิตที่ไม่ได้เป็นสมาชิก ATAM ตัวเลขนี้สูงกว่ายอดรวมของปี 2566 ที่ 473,842 คัน สะท้อนให้เห็นว่าหากมองในภาพรวมของอุตสาหกรรมจริง ๆ ตลาดรถยนต์ไทยยังคงมีการเติบโตเล็กน้อยที่ 3.7%
บทวิเคราะห์นี้จะเจาะลึกถึงแบรนด์รถยนต์ต่าง ๆ ที่เป็นปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโต รวมถึงแบรนด์ที่ประสบกับการยอดขายที่ลดลง โดยจะเน้นไปที่รถยนต์นั่งส่วนบุคคล (Passenger Cars) รถยนต์อเนกประสงค์ (MPVs) และรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ขนาดเล็ก (Light Commercial Vehicles) สำหรับการใช้งานส่วนบุคคลเป็นหลัก เพื่อให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจนของ “ยอดขายรถยนต์ไทย” ในช่วงที่ผ่านมา
ภาพรวมตลาดรถยนต์ไทยปี 2567: แบรนด์ที่เติบโตอย่างโดดเด่น
การวิเคราะห์ “ยอดขายรถยนต์ไทย” ในปี 2567 แสดงให้เห็นถึงพลวัตที่น่าสนใจของตลาด โดยมีหลายแบรนด์ที่สามารถสร้างการเติบโตได้อย่างน่าประทับใจ ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจและความท้าทายต่าง ๆ
BYD: ม้ามืดแห่งวงการรถยนต์ไฟฟ้า (EV)
ยอดขาย: 26,122 คัน
การเติบโต: +446%
BYD กลายเป็นปรากฏการณ์ที่ปฏิเสธไม่ได้ในตลาดรถยนต์ไทย ด้วยยอดขายที่พุ่งทะยานถึง 446% หรือคิดเป็น 26,122 คันในปี 2567 ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงถึง 94.14% ของยอดขายทั้งหมดจากผู้ผลิตที่ไม่ได้เป็นสมาชิก ATAM การประสบความสำเร็จอย่างมหาศาลนี้ทำให้ BYD ก้าวขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 3 ของตารางยอดขายรวม แซงหน้าแบรนด์เก่าแก่หลายแบรนด์ เช่น Suzuki, Ford และ Nissan
ปัจจัยแห่งความสำเร็จ: ความสำเร็จของ BYD ไม่ได้มาจากการโชคช่วย แต่เกิดจากการวางแผนกลยุทธ์ที่แข็งแกร่ง การเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่องในช่วง 1 ปีครึ่งที่ผ่านมา ควบคู่ไปกับการทำตลาดที่เข้มข้นและการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายอย่างสม่ำเสมอ (เช่น BYD Tech Tour) รวมถึงการขยายเครือข่ายสถานีชาร์จ EV ที่ครอบคลุมมากขึ้นโดย ACMobility ผู้จัดจำหน่ายในประเทศไทย ซึ่งช่วยสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคในการเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicles – EVs)
กลุ่มยานยนต์ไฟฟ้าและยานยนต์พลังงานทางเลือก (xEVs): การเติบโตแบบก้าวกระโดด
ยอดขาย: 58,905 คัน
สัดส่วน: 12% ของยอดขายรวม (เพิ่มขึ้นจาก 5.5% ในปี 2566)
แม้จะไม่ใช่แบรนด์ใดแบรนด์หนึ่งโดยเฉพาะ แต่กลุ่ม “xEVs” หรือยานยนต์ที่ใช้พลังงานทางเลือก (รวมถึงรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ – BEVs, รถยนต์ไฮบริด – HEVs และรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด – PHEVs) เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อน “ยอดขายรถยนต์ไทย” ให้เติบโต การเพิ่มขึ้นของสัดส่วนการขายจาก 5.5% เป็น 12% หรือคิดเป็น 58,905 คัน สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการรถยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
Tesla ในประเทศไทย: การเข้ามาของ Tesla ในปี 2567 ก็เป็นที่น่าจับตามอง โดยสามารถทำยอดขายได้ถึง 2,424 คัน ทำให้แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้ายักษ์ใหญ่จากสหรัฐอเมริกาเข้ามาติดอันดับ 12 ในตารางยอดขายของ ATAM (หรืออันดับ 13 หากนับรวม BYD)
Kia: การเติบโตที่แข็งแกร่งในกลุ่มรถเพื่อการพาณิชย์
ยอดขาย: 7,810 คัน
การเติบโต: +16.70%
Kia แบรนด์รถยนต์จากเกาหลีใต้ สามารถทำยอดขายได้ 7,810 คันในปี 2567 ซึ่งเป็นการเติบโตถึง 16.70% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยการเติบโตหลักมาจากกลุ่มรถเพื่อการพาณิชย์ (Commercial Vehicles) ที่มียอดขายเพิ่มขึ้นถึง 22.50% ในกลุ่มนี้ประกอบด้วยรถยนต์อเนกประสงค์สำหรับครอบครัว (Asian Utility Vehicles – AUVs) รถยนต์เพื่อการพาณิชย์ขนาดเล็ก (Light Commercial Vehicles – LCVs) รวมถึงรถบรรทุกและรถบัสขนาดต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม ยอดขายรถยนต์นั่งส่วนบุคคลของ Kia กลับลดลงถึง 43.20% ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการปรับกลยุทธ์ที่เน้นเจาะตลาดรถเพื่อการพาณิชย์มากขึ้น
Honda, Toyota และ Suzuki: การปรับตัวเพื่อรักษาการเติบโต
Honda:
ยอดขาย: เติบโต 4.80%
Honda สามารถทำได้ดีทั้งในส่วนของรถยนต์นั่งส่วนบุคคล (+1%) และรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ (+7.6%) ส่งผลให้ยอดขายรวมเติบโต 4.80% โดย Honda จัดกลุ่มรถยนต์อย่าง BR-V, HR-V และ CR-V อยู่ในหมวดรถยนต์เพื่อการพาณิชย์
Toyota:
ยอดขาย: เติบโต 5.20%
Toyota มียอดขายรวมเติบโต 5.20% แม้ว่ายอดขายรถยนต์นั่งส่วนบุคคลจะลดลงถึง -22.20% แต่สามารถชดเชยด้วยยอดขายรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ที่เพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งถึง +16.40%
Suzuki:
ยอดขาย: เติบโต 7.90%
Suzuki ทำยอดขายรวมเติบโต 7.90% โดยได้รับผลกระทบจากยอดขายรถยนต์นั่งส่วนบุคคลที่ลดลงเล็กน้อย (-2.50%) แต่ยอดขายรถยนต์เพื่อการพาณิชย์กลับเพิ่มขึ้นถึง +17.20%
BMW และ Ferrari: การเติบโตที่โดดเด่นในกลุ่มรถยนต์พรีเมียม
Ferrari:
ยอดขาย: 32 คัน
การเติบโต: +100%
Ferrari ทำยอดขายเพิ่มขึ้นถึง 100% จาก 16 คันในปี 2566 เป็น 32 คันในปี 2567 ซึ่งแสดงถึงความต้องการรถยนต์ซูเปอร์คาร์ที่ยังคงมีอยู่
BMW:
ยอดขาย: 950 คัน
การเติบโต: +16.6%
BMW ซึ่งมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายและโปรโมชั่นส่วนลดที่น่าสนใจตลอดปี 2567 สามารถทำยอดขายเพิ่มขึ้นจาก 815 คัน เป็น 950 คัน หรือคิดเป็นการเติบโต 16.6%
Jetour: อีกหนึ่งแบรนด์จีนที่มาแรง
ยอดขาย: 1,791 คัน
การเติบโต: +5.20%
นอกจาก BYD แล้ว Jetour เป็นอีกหนึ่งแบรนด์จากประเทศจีนที่สามารถสร้างการเติบโตได้อย่างน่าพอใจในปี 2567 โดยมียอดขายรวม 1,791 คัน คิดเป็นการเติบโต 5.20% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่ Changan มียอดขายปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่ 0.50%
ภาพรวมตลาดรถยนต์ไทยปี 2567: แบรนด์ที่เผชิญความท้าทาย (ยอดขายลดลง)
ในขณะที่บางแบรนด์กำลังไปได้สวย ก็มีอีกหลายแบรนด์ที่ต้องเผชิญกับความท้าทายและมียอดขายที่ลดลงในปี 2567
กลุ่มแบรนด์จีนบางส่วน: ความท้าทายที่ไม่คาดคิด
Chery:
การเติบโต: -43.50%
Chery ประสบปัญหาใหญ่ในปี 2567 โดยยอดขายลดลงถึง 43.50% เมื่อเทียบกับปี 2566
Foton และ MG:
Foton: การเติบโต -12.90%
MG: การเติบโต -3.30%
Foton และ MG ก็มียอดขายลดลงเช่นกัน แม้ว่าจะไม่รุนแรงเท่า Chery
แบรนด์ใหม่/ขนาดเล็ก: สำหรับแบรนด์อย่าง Omoda, Jaecoo, BAIC และ Lynk & Co รายงานระบุว่ามียอดขายเท่าเดิม (0% variance) เนื่องจากไม่มีข้อมูลยอดขายของปี 2566 มาเปรียบเทียบอย่างเป็นทางการ
กลุ่ม Astara: การเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลกระทบ
GAC:
ยอดขาย: 1,793 คัน
การเติบโต: -44.10%
การประกาศยุติการดำเนินงานของ Astara ในประเทศไทยเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2567 ทำให้เกิดความไม่แน่นอนสำหรับแบรนด์ในเครืออย่าง Peugeot, GAC, JMC และ JAC ในตลาดท้องถิ่น แม้ว่า GAC International Philippines ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ GAC China จะเข้ามาดูแลแบรนด์ GAC ต่อ แต่ก็ต้องเผชิญกับความท้าทาย โดย GAC มียอดขายลดลงถึง 44.10% เหลือเพียง 1,793 คันในปีสุดท้ายภายใต้การบริหารของดีลเลอร์เดิม
JMC:
การเติบโต: +38.80%
น่าสนใจว่า JMC ซึ่งอยู่ในกลุ่ม Astara เช่นกัน กลับมียอดขายเติบโตถึง 38.80% เป็น 1,405 คัน
Peugeot:
ยอดขาย: 37 คัน
การเติบโต: -79.10%
Peugeot ซึ่งเป็นแบรนด์ที่เจาะตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) มากเกินไปสำหรับตลาดไทย มียอดขายที่น่าผิดหวังเพียง 37 คัน หรือลดลงถึง 79.10%
Mercedes-Benz: ความท้าทายในการปรับตัว
ยอดขาย: 563 คัน
การเติบโต: -25%
Mercedes-Benz กำลังประสบปัญหาในการปรับตัว ทั้งในระดับโลกที่ต้องปรับลดไลน์อัพผลิตภัณฑ์ที่ไม่ทำกำไร เช่น แบรนด์ EQ และในระดับท้องถิ่น ยอดขายของแบรนด์หรูจากเยอรมนีในปี 2567 ลดลงถึง 25% เหลือเพียง 563 คัน
Ford, Nissan และ Isuzu: การแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น
Ford:
การเติบโต: -22.20%
Ford มียอดขายหดตัวลง 22.20% โดยได้รับผลกระทบทั้งในส่วนของรถยนต์นั่งส่วนบุคคลและรถยนต์เพื่อการพาณิชย์
Nissan:
การเติบโต: -23.20%
Nissan มีผลประกอบการใกล้เคียงกับ Ford โดยมียอดขายลดลง 23.20%
Isuzu:
การเติบโต: -2.30%
Isuzu มียอดขายลดลงน้อยที่สุดในกลุ่มนี้ (-2.30%) เนื่องจากเน้นขายเฉพาะรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ ซึ่งได้รับผลกระทบจากแนวโน้มตลาดรถยนต์นั่งส่วนบุคคลที่ลดลงน้อยกว่า
Mazda: การรอคอยการฟื้นตัว
ยอดขาย: 1,633 คัน
การเติบโต: -26.70%
Mazda ซึ่งเป็นแบรนด์ที่มีฐานลูกค้าเฉพาะกลุ่มและมีความภักดีสูง (เห็นได้จากกิจกรรมของคลับรถยนต์, การเข้าร่วมมอเตอร์สปอร์ต และงาน Fan Festa) มียอดขายลดลง -26.70% หรือ 1,633 คัน การเปิดตัว CX-60 รุ่นปรับปรุงใหม่ในช่วงต้นปี 2567 นี้ อาจเป็นก้าวแรกในการพลิกฟื้นยอดขายให้กลับมาเติบโตอีกครั้ง
Hyundai: การปรับกลยุทธ์ที่ยังไม่เต็มที่
ยอดขาย: 10,386 คัน (ยอดรวม CV)
การเติบโต: -12.90%
Hyundai มีความเคลื่อนไหวในตลาดอย่างต่อเนื่องในปี 2567 ด้วยการปรับปรุงและขยายไลน์อัพผลิตภัณฑ์ในประเทศ โดยเฉพาะการปรับปรุงยอดขายรถยนต์นั่งส่วนบุคคล (จาก 5 คัน เป็น 89 คัน) แต่การลดลงอย่างมีนัยสำคัญในกลุ่มรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ (จาก 12,018 คัน เหลือ 10,386 คัน) ทำให้ยอดขายรวมลดลงถึง 12.90%
Mitsubishi: การแข่งขันที่เข้มข้นในกลุ่มรถยนต์หลัก
ยอดขาย: ลดลง 2.60%
Mitsubishi ซึ่งเป็นแบรนด์ที่ติดอันดับ Top 2 ของตลาดรถยนต์ไทย มียอดขายลดลง 2.60% ในปี 2567 โดยมีปัจจัยหลักมาจากการลดลงของยอดขายรถยนต์นั่งส่วนบุคคล (-33.3%) แม้จะมีการเปิดตัว Mitsubishi Mirage G4 รุ่นปรับปรุงก็ตาม เป็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่งว่าในปี 2568 การเปิดตัว Mitsubishi XForce ซึ่งเป็นรถยนต์ที่น่าจะทำยอดขายได้ดีในแง่ของสมรรถนะและราคา จะสามารถพลิกสถานการณ์ให้ Mitsubishi กลับมาเติบโตได้หรือไม่
แนวโน้มและอนาคตของ “ยอดขายรถยนต์ไทย”
จากข้อมูลข้างต้น ชี้ให้เห็นถึงความซับซ้อนของ “ยอดขายรถยนต์ไทย” ในปี 2567 ที่ขับเคลื่อนด้วยปัจจัยหลายประการ การเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้า (EVs) เป็นเทรนด์ที่ชัดเจน และมีแนวโน้มจะแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อแบรนด์ใหม่ ๆ เข้ามาแข่งขันและผู้ผลิตดั้งเดิมเริ่มปรับตัว
แบรนด์ที่สามารถปรับตัวให้เข้ากับความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีพลังงานทางเลือก ความคุ้มค่า และประสบการณ์การใช้งานที่ดี จะเป็นผู้ที่สามารถยืนหยัดและเติบโตในตลาดนี้ได้
สำหรับผู้บริโภค นี่คือช่วงเวลาที่น่าสนใจในการเลือกซื้อรถยนต์ เพราะมีการแข่งขันสูง นำมาซึ่งทางเลือกที่หลากหลายและโปรโมชั่นที่น่าดึงดูด
บทสรุปและก้าวต่อไป
ตลาดรถยนต์ไทยในปี 2567 เป็นเหมือนสนามประลองที่แสดงให้เห็นถึงพลวัตของการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน การเติบโตของ BYD และกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (xEVs) เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของทิศทางที่ตลาดกำลังมุ่งไป ขณะเดียวกัน แบรนด์ดั้งเดิมที่มียอดขายลดลง กำลังเผชิญกับความท้าทายในการปรับตัวให้เข้ากับเทรนด์ใหม่ ๆ รวมถึงการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น
หากคุณกำลังมองหา “รถยนต์ใหม่” ในปี 2568 หรือต้องการทำความเข้าใจภาพรวมตลาดให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น นี่คือเวลาที่เหมาะสมในการศึกษาข้อมูล เปรียบเทียบข้อเสนอ และตัดสินใจอย่างชาญฉลาด
อย่าพลาดโอกาส! หากคุณกำลังพิจารณาซื้อรถยนต์คันใหม่ หรือต้องการที่ปรึกษาที่เชื่อถือได้ เพื่อช่วยนำทางคุณผ่านตัวเลือกที่หลากหลายในตลาดรถยนต์ไทยปี 2568 ติดต่อเราวันนี้ เพื่อรับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญของเรา ที่จะช่วยให้คุณพบรถยนต์ที่ตรงกับความต้องการและงบประมาณของคุณมากที่สุด.