ดูเวอร์ชั่นเต็มได้ที่กลางเว็บไซต์👇
10 แบรนด์รถยนต์ชั้นนำของจีนปี 2569: การผงาดขึ้นสู่อำนาจระดับโลก
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการยานยนต์ที่คร่ำหวอดมากว่าทศวรรษ ดิฉันได้เห็นการเปลี่ยนแปลงอันน่าทึ่งในอุตสาหกรรมรถยนต์ทั่วโลก และไม่มีตลาดใดที่แสดงให้เห็นถึงพลวัตและความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วเท่ากับประเทศจีน ในปี 2569 ตลาดรถยนต์ของจีนยังคงเป็นมหาอำนาจระดับโลก โดยมียอดขายทะลุ 21 ล้านคันไปแล้ว ตัวเลขนี้ไม่ใช่เพียงสถิติ แต่เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นของจีนในการปฏิวัติการเดินทาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ ยานยนต์พลังงานใหม่ (NEVs) ซึ่งมีส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องถึง 13.8% แสดงให้เห็นถึงทิศทางการผลักดันของประเทศเพื่ออนาคตที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
สิ่งที่น่าจับตาเป็นพิเศษคือ แบรนด์รถยนต์สัญชาติจีนได้ยึดครองส่วนแบ่งการตลาดมากกว่า 60% ซึ่งถือเป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ เมื่อพิจารณาถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง ไม่ว่าจะเป็นนวัตกรรมแบตเตอรี่ที่ก้าวล้ำ ระบบขับขี่อัตโนมัติที่ชาญฉลาดขึ้น หรือเทคโนโลยีอัจฉริยะที่เข้าถึงได้ง่ายและราคาไม่แพง การพัฒนาเหล่านี้ได้วางรากฐานให้แบรนด์จีนเหล่านี้ไม่เพียงแต่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคภายในประเทศเท่านั้น แต่ยังก้าวออกสู่เวทีโลกพร้อมด้วยศักยภาพที่จะท้าทายแบรนด์เก่าแก่จากภูมิภาคอื่น ๆ
บทความนี้จะเจาะลึกถึง 10 อันดับแบรนด์รถยนต์ที่ดีที่สุดในประเทศจีน ประจำปี 2569 โดยพิจารณาจากปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ประสิทธิภาพการขาย เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และอิทธิพลในตลาด แต่ละแบรนด์ที่ปรากฏในรายชื่อนี้ล้วนมีความสำคัญอย่างยิ่งในการกำหนดทิศทางการเดินทางของผู้คนทั่วโลกในอนาคตอันใกล้นี้
BYD Auto: ผู้นำแห่งยานยนต์พลังงานใหม่
BYD Auto ยังคงยืนหยัดในฐานะผู้นำอย่างไม่ต้องสงสัยในบรรดาแบรนด์รถยนต์สัญชาติจีนในปี 2569 โดยสามารถทำยอดขายได้มากกว่า 218,000 คันภายในเดือนมกราคมเพียงเดือนเดียว ทำให้เป็นแบรนด์ที่ขายดีที่สุดในประเทศอย่างต่อเนื่อง ความสำเร็จนี้มีรากฐานมาจากความเป็นเลิศในการผลิต ยานยนต์พลังงานใหม่ (NEVs) BYD ไม่ได้เป็นเพียงผู้ผลิตรถยนต์ แต่เป็นบริษัทที่เริ่มต้นจากการเป็นผู้ผลิตแบตเตอรี่ในปี 2538 และได้พัฒนาจนกลายเป็นผู้ผลิตยานยนต์ครบวงจร การบูรณาการการผลิตแบบครบวงจร (vertical integration) นี้ ทำให้ BYD สามารถควบคุมต้นทุนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังคงก้าวนำคู่แข่งในด้านเทคโนโลยีการชาร์จเร็วและคุณสมบัติด้านความปลอดภัย
จุดแข็งที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งของ BYD คือการนำเสนอรถยนต์ที่หลากหลายสำหรับผู้บริโภคในวงกว้าง ตั้งแต่รุ่นราคาเข้าถึงได้ไปจนถึงรุ่นที่มีสมรรถนะสูง ตัวอย่างเช่น BYD Han EV ที่มีราคาประมาณ 39,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่มองหารถยนต์ไฟฟ้าสมรรถนะสูง ขณะที่รุ่น Seal sedan และ Dolphin hatchback ก็เป็นที่นิยมอย่างมาก ช่วยให้ BYD ครองส่วนแบ่งตลาด NEV ของจีนถึง 29.2% ในช่วงต้นปี 2568 การรุกตลาดส่งออกไปยังยุโรป อเมริกาใต้ และตะวันออกกลาง สะท้อนให้เห็นถึงนวัตกรรมและความมุ่งมั่นของ BYD ที่พร้อมจะท้าทายแบรนด์ชั้นนำระดับโลกอย่าง Tesla และบริษัทอื่น ๆ
Geely: การผสมผสานสุนทรียศาสตร์สแกนดิเนเวียและสมรรถนะจีน
Geely ติดอันดับที่สองในการจัดอันดับยอดขายรถยนต์ของจีนในปี 2569 ด้วยยอดขาย 160,514 คันในเดือนมกราคม สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของประเทศจากที่เคยเน้นการลอกเลียนแบบ มาเป็นการผลิตสินค้าคุณภาพสูง ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการเข้าซื้อกิจการ Volvo ในปี 2553 แบรนด์ที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2529 นี้ มีชื่อเสียงในการผสมผสานการออกแบบสไตล์สแกนดิเนเวียเข้ากับทักษะการผลิตของจีนได้อย่างลงตัว การเน้นย้ำในเรื่องการเชื่อมต่ออัจฉริยะ (smart connectivity) และระบบส่งกำลังแบบไฮบริด (hybrid-electric powertrains) ทำให้ Geely มีความน่าสนใจสำหรับผู้บริโภคยุคใหม่
Geely มีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ครอบคลุมตั้งแต่รถยนต์ซีดาน รถ SUV ไปจนถึงแบรนด์ย่อยระดับพรีเมียมอย่าง Lynk & Co. ทำให้เป็นที่ต้องการของผู้บริโภคในเมืองที่มองหาทั้งสไตล์และเทคโนโลยี รุ่น Geome Xingyuan ที่มียอดขาย 204,940 คันในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 และรถยนต์ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูงอย่าง Zeekr EVs ล้วนเป็นตัวอย่างที่โดดเด่นของความสำเร็จนี้ การขยายตัวสู่ตลาดโลกในปี 2568 โดยมีส่วนแบ่งในตลาดสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ถึง 12% ตอกย้ำสถานะของ Geely ในฐานะสะพานเชื่อมระหว่างความแข็งแกร่งภายในประเทศที่เข้าถึงได้ง่าย และความทะเยอทะยานในการก้าวสู่ตลาดระดับพรีเมียมในต่างประเทศ
SAIC Motor: มหาอำนาจแห่งการผลิตที่ก้าวสู่ยุคไฟฟ้า
SAIC Motor ยังคงเป็นบริษัทรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดของจีนเมื่อพิจารณาจากรายได้ โดยมีรายได้ถึง 87.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2567 และในปี 2569 คาดว่าจะขึ้นมาอยู่อันดับที่สามในตลาด ด้วยการดำเนินกลยุทธ์ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ (strategic joint ventures) และการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานไฟฟ้า โดยมีเป้าหมายที่จะขาย ยานยนต์พลังงานใหม่ (NEVs) ให้ได้ 3.5 ล้านคันภายในสิ้นปีนี้ SAIC ซึ่งเป็นบริษัทที่เริ่มต้นจากการเป็นรัฐวิสาหกิจในปี 2498 ได้สร้างพันธมิตรที่แข็งแกร่งกับ Volkswagen และ GM เพื่อผลักดันการเติบโต และยังผลักดันนวัตกรรมในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะผ่านแบรนด์ย่อยอย่าง Roewe และ MG
จุดแข็งของ SAIC คือการลงทุนอย่างหนักในการวิจัยและพัฒนาด้าน รถยนต์ขับขี่อัตโนมัติ (self-driving cars) และเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายที่กว้างขวาง ซึ่งช่วยให้สามารถเสนอราคาที่แข่งขันได้และปรับปรุงรุ่นรถได้อย่างรวดเร็ว รุ่น MG4 EV และ Roewe iMAX8 MPV เป็นสองรุ่นที่ได้รับความนิยม แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นของ SAIC ตั้งแต่รถยนต์แฮทช์แบ็กราคาประหยัดไปจนถึงรถยนต์อเนกประสงค์สำหรับครอบครัว การอยู่ในอันดับที่ 138 ของ Fortune Global 500 ณ กลางปี 2568 เป็นเครื่องยืนยันถึงความแข็งแกร่งของตลาด SAIC และการส่งออกที่เพิ่มขึ้นไปยังอินเดียและยุโรป แม้จะเผชิญกับความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้ SAIC เป็นส่วนสำคัญในแผนการส่งออกรถยนต์ของจีน
Chery: คุ้มค่าคุ้มราคา สู่ตลาดโลก
Chery เป็นแบรนด์รถยนต์ที่ขายดีที่สุดเป็นอันดับที่สี่ในประเทศจีนในปี 2569 ด้วยยอดขาย 131,081 คันในเดือนมกราคม นับตั้งแต่ก่อตั้งในปี 2540 Chery ได้สร้างชื่อเสียงในฐานะผู้ส่งออกที่เน้นความคุ้มค่า และมียอดขายสะสมทั่วโลกมากกว่า 10 ล้านคัน จุดแข็งหลักของแบรนด์คือการวิศวกรรมที่เน้นคุณค่า (value engineering) โดยนำเสนอรถยนต์ SUV และซีดานที่อัดแน่นด้วยฟีเจอร์ในราคาที่เข้าถึงได้ การอัปเดตเทคโนโลยีล่าสุดในระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง (ADAS) และระบบไฮบริดภายใต้แบรนด์ย่อยอย่าง Jetour ยิ่งทำให้ Chery มีความน่าสนใจยิ่งขึ้น
Chery ยังคงประสบความสำเร็จในตลาดใหม่ โดย Jetour ทำยอดขายได้ 58,162 คันในช่วงต้นปี 2568 ด้วยรุ่นที่มีความสามารถในการขับขี่ออฟโรดที่แข็งแกร่ง รถยนต์ยอดนิยมอย่าง Tiggo 8 Pro SUV และ Omoda 5 crossover เป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภคในด้านพื้นที่ภายในที่กว้างขวางและเครื่องยนต์ที่ทรงพลัง การให้ความสำคัญกับ NEVs ราคาประหยัดในปี 2568 คาดว่าจะช่วยผลักดันการเติบโตของ Chery ในตลาดสหรัฐอเมริกาถึง 20% ทำให้ Chery กลายเป็นคู่แข่งระดับโลกในด้านความคุ้มค่าและความน่าเชื่อถือเทียบเท่ากับ Hyundai
Changan Automobile: สานต่อมรดก เทคโนโลยีล้ำสมัย
Changan Automobile ติดอันดับที่ห้า ด้วยยอดขาย 156,205 คันในเดือนมกราคม 2568 บริษัทแห่งนี้มีประวัติอันยาวนานและก้าวหน้าทางเทคโนโลยีตั้งแต่ก่อตั้งในปี 1862 ซึ่งเริ่มต้นจากการผลิตยุทโธปกรณ์ทางทหาร ก่อนจะเปลี่ยนมาสู่การผลิตรถยนต์เพื่อการพาณิชย์และ รถยนต์ไฟฟ้า (EVs) จุดแข็งของ Changan คือการบูรณาการชิประดับ Deep Blue สำหรับระบบขับขี่อัตโนมัติระดับ Level 2+ และข้อตกลงกับ Huawei สำหรับระบบห้องโดยสารอัจฉริยะ (smart cockpits) ซึ่งทำให้เป็นที่นิยมในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบเทคโนโลยี
Changan มีรากฐานที่แข็งแกร่ง ช่วยให้สามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง กลุ่มผลิตภัณฑ์ของบริษัทยังครอบคลุมตั้งแต่รถยนต์ซีดานราคาประหยัดไปจนถึง SUV ระดับไฮเอนด์ รุ่น Deepal SL03 EV และ UNI-V sport sedan เป็นสองรุ่นที่มีชื่อเสียง โดดเด่นด้วยระยะทางวิ่งสูงสุดถึง 700 กิโลเมตร และดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยว การผลักดัน NEVs ของ Changan ในปี 2568 ทำให้บริษัทสามารถยึดครองส่วนแบ่งตลาดได้ถึง 10% พร้อมกับการส่งออกไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และการสร้างสรรค์นวัตกรรมภายในประเทศ Changan ได้ตอกย้ำบทบาทของการเป็นผู้ริเริ่มที่เชื่อถือได้ในอนาคตแห่งการขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าของจีน
Great Wall Motors (GWM): ราชาแห่ง SUV สู่ความอเนกประสงค์
Great Wall Motors (GWM) ครองอันดับที่หกในการจัดอันดับปี 2569 โดยมีจุดเด่นอยู่ที่การครองตลาด SUV แบรนด์ย่อย Haval มียอดขายพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยความสามารถในการขับขี่ออฟโรดที่ทนทาน ซึ่งพัฒนามาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งบริษัทจากการผลิตรถกระบะในปี 2527 จุดแข็งของ GWM คือวิศวกรรมที่แข็งแกร่ง เหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศที่หลากหลายของจีน และไลน์ผลิตภัณฑ์ EVs ที่กำลังเติบโตภายใต้แบรนด์ Ora ซึ่งมีดีไซน์ที่สนุกสนานและระยะทางวิ่งที่ใช้งานได้จริง
GWM ให้ความสำคัญกับการบูรณาการการผลิต (vertical integration) เพื่อควบคุมต้นทุน ซึ่งเป็นปัจจัยที่ดึงดูดผู้บริโภคที่มองหารถยนต์ที่พร้อมสำหรับการผจญภัย รุ่น Haval H6 SUV และ Tank 300 off-roader เป็นสองตัวเลือกยอดนิยมที่มีฟีเจอร์ระดับพรีเมียมและความสามารถในการลากจูงสูงสุดถึง 3,500 กิโลกรัม การขยายโรงงานในประเทศไทยและบราซิลในปี 2568 ช่วยเพิ่มการส่งออกได้ถึง 30% ในขณะเดียวกัน การยอมรับ NEVs ภายในประเทศ ทำให้ GWM กลายเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับรถยนต์อเนกประสงค์ที่เหมาะสำหรับครอบครัวและมีความยืดหยุ่นในตลาดที่แข่งขันสูง
FAW Group: ตำนานรัฐวิสาหกิจ สู่การขับเคลื่อนอนาคต
FAW Group หนึ่งใน “สี่เสาหลัก” ของรัฐวิสาหกิจจีน ก่อตั้งขึ้นในปี 2496 และในปี 2569 คาดว่าจะติดอันดับที่เจ็ด ด้วยประวัติอันยาวนานในการผลิตรถยนต์ผ่านกิจการร่วมค้า (JVs) และรถยนต์หรูภายใต้แบรนด์ Hongqi จุดแข็งของ FAW คือขนาดการผลิตที่ใหญ่ (ผลิตรถยนต์มากกว่า 3 ล้านคันต่อปี) และความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ เช่น การลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับ Leapmotor ในเดือนมีนาคม 2568 เพื่อร่วมมือด้าน รถยนต์ไฟฟ้า
FAW ผลิตรถยนต์ซีดานระดับไฮเอนด์และรถบรรทุกคุณภาพสูง โดยเน้นย้ำถึงความภาคภูมิใจของชาติผ่านรถยนต์ธงอย่าง Hongqi รุ่น Hongqi H9 luxury limo และ Bestune T99 SUV เป็นสองรุ่นที่ดีที่สุดในตลาด โดดเด่นด้วยภายในที่หรูหราและการประหยัดน้ำมันที่ยอดเยี่ยม การที่ FAW ถือหุ้น 10% ใน Leapmotor ภายในเดือนสิงหาคม 2568 แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของบริษัทในการเป็นผู้นำด้าน NEVs ซึ่งจะช่วยให้สามารถแข่งขันกับแผนการรุกตลาดจีนของ Volkswagen ที่มีถึง 40 รุ่น และผสานรวมรถยนต์แบบดั้งเดิมเข้ากับรถยนต์ไฟฟ้าสมัยใหม่
BAIC Group: ปรับปรุงแบรนด์ สู่การเดินทางอัจฉริยะ
BAIC Group บริษัทรถยนต์ชั้นนำของปักกิ่ง ก่อตั้งขึ้นในปี 2499 และในปี 2569 คาดว่าจะติดอันดับที่แปดของโลก ด้วยการมุ่งเน้นที่การเดินทางอัจฉริยะ (smart mobility) อีกครั้ง เพื่อเปิดตัว “Three-Year Leap Action” สำหรับการฟื้นฟูแบรนด์ BAIC ได้เปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ถึงเจ็ดรุ่นในงาน Shanghai Auto Show จุดแข็งของ BAIC ได้แก่ รถยนต์ไฟฟ้า และรถครอสโอเวอร์ที่ออกแบบมาสำหรับเมืองจีนที่แออัด รวมถึงกิจการร่วมค้ากับ Mercedes และ Hyundai เพื่อแบ่งปันเทคโนโลยีระดับสูง
BAIC เป็นผู้ผลิตรายใหญ่อันดับหกของจีน และมียอดขาย 1.7 ล้านคันในปี 2564 บริษัทมุ่งเน้นที่ความยั่งยืนและการเชื่อมต่อ รุ่น Arcfox Alpha S EV และ BJ40 off-roader เป็นสองรุ่นสำคัญที่มีระยะทางวิ่งมากกว่า 600 กิโลเมตร และมีรูปลักษณ์ที่แข็งแกร่ง การผลักดันการส่งออกไปยังยุโรปและการจัดแสดงนวัตกรรมใหม่ๆ ในปี 2568 จะทำให้ BAIC เป็นคู่แข่งที่มีความยืดหยุ่น สามารถเชื่อมโยงผู้ขับขี่ในชีวิตประจำวันที่ต้องการความประหยัด กับรถยนต์อัจฉริยะระดับไฮเอนด์
Dongfeng Motor Corporation: พลังการผลิต สู่การขยายตลาด
Dongfeng Motor Corporation ตั้งแต่ปี 2512 เป็นกลุ่มบริษัทที่ใหญ่เป็นอันดับสามของจีนเมื่อพิจารณาจากผลผลิต ในปี 2569 คาดว่าจะติดอันดับที่เก้า ด้วยผลประกอบการที่แข็งแกร่งในไตรมาสแรกสำหรับรถยนต์นั่งส่วนบุคคลส่งออก สำนักงานใหญ่ของบริษัทตั้งอยู่ในเมืองอู่ฮั่น และมีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ตั้งแต่รถบรรทุกขนาดใหญ่ไปจนถึง NEVs นอกจากนี้ยังมีกิจการร่วมค้ากับ Nissan และ Honda ในระดับโลก เพื่อให้มั่นใจในความน่าเชื่อถือของระบบส่งกำลัง
Dongfeng มุ่งเน้นตลาดที่ใช้พวงมาลัยขวา และตั้งเป้าที่จะเป็นหนึ่งในสามอันดับแรกในฮ่องกงด้วยผลิตภัณฑ์ระดับไฮเอนด์ภายในสิ้นปีนี้ รุ่น Voyah Free SUV และ Aeolus Yixuan car เป็นสองรุ่นยอดนิยมที่มีระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูงและระยะทางวิ่งของ EV มากกว่า 500 กิโลเมตร ในปี 2568 ผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายของ Dongfeng รวมถึงเครื่องจักรและชิ้นส่วน คาดว่าจะผลักดันการเติบโตได้ 15% ทำให้เป็นคู่แข่งที่แข็งแกร่งของ Toyota ในเอเชียและภูมิภาคอื่นๆ
Nio: ผู้บุกเบิก EV ระดับพรีเมียม
Nio เป็นบริษัทสุดท้ายใน 10 อันดับแรก เป็นผู้บุกเบิก รถยนต์ไฟฟ้า (EVs) ระดับพรีเมียมที่กำลังสร้างกระแสในปี 2569 ด้วยรุ่นเรือธงที่เน้นเทคโนโลยีสูง เช่น ET9 ซึ่งเป็นรถยนต์ steer-by-wire ที่ผลิตจำนวนมากคันแรกของจีน ท่ามกลางความต้องการ NEVs ระดับหรูที่เพิ่มสูงขึ้น เครือข่ายการสลับแบตเตอรี่ของ Nio ที่มีมากกว่า 2,000 สถานี ช่วยคลายความกังวลเรื่องระยะทางวิ่ง ซึ่งเป็นจุดแข็งสำคัญของบริษัท ควบคู่ไปกับคุณภาพการประกอบที่ยอดเยี่ยมซึ่งทัดเทียมกับ Audi
Nio มุ่งเป้าไปที่ผู้ซื้อที่มีกำลังซื้อสูง และนำเสนอพื้นที่ภายในที่กว้างขวาง เหมาะสำหรับการขับขี่อัตโนมัติ และระยะทางวิ่งสูงสุดถึง 610 ไมล์ รุ่น ES6 SUV ที่มีราคา 37,500 ดอลลาร์สหรัฐฯ และ Firefly รุ่นเล็กที่ผสมผสานเสน่ห์ของ Mini เข้ากับระบบนิเวศของ Nio เป็นสองรุ่นที่ขายดีที่สุด ในช่วงกลางปี 2568 การเติบโตในตลาดสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และผลประกอบการ H1 ของ Nio แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่ง ทำให้ Nio เป็นคู่เทียบของ Tesla ในตลาดระดับไฮเอนด์ของจีน โดยมีเทคโนโลยีอย่างแบตเตอรี่ที่อัปเกรดได้ เป็นตัวขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
อนาคตของการขับเคลื่อน: ความท้าทายและโอกาส
การก้าวขึ้นมาของแบรนด์รถยนต์จีนในปี 2569 ไม่ใช่เพียงปรากฏการณ์ชั่วคราว แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์โลกอย่างแท้จริง ความมุ่งมั่นในการพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้าน ยานยนต์พลังงานใหม่ (NEVs) เทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติ และระบบเชื่อมต่ออัจฉริยะ ทำให้แบรนด์เหล่านี้ไม่เพียงแต่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคภายในประเทศเท่านั้น แต่ยังพร้อมที่จะแข่งขันในตลาดโลก
ในฐานะผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม ดิฉันมองเห็นโอกาสอันยิ่งใหญ่สำหรับผู้บริโภคทั่วโลกในการเข้าถึงยานยนต์ที่มีคุณภาพสูง เทคโนโลยีล้ำสมัย และราคาที่เข้าถึงได้มากขึ้น ขณะเดียวกัน ผู้ผลิตและผู้กำหนดนโยบายก็ต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงนี้
หากท่านกำลังมองหาข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวโน้มของ ตลาดรถยนต์จีน การลงทุนใน รถยนต์ไฟฟ้าจีน หรือต้องการสำรวจโอกาสทางธุรกิจในอุตสาหกรรมยานยนต์ระดับโลก ดิฉันขอเชิญชวนท่านให้ติดต่อเรา เพื่อที่เราจะได้ร่วมกันวางแผนและคว้าโอกาสแห่งอนาคตของการขับเคลื่อนไปด้วยกัน
10 อันดับแบรนด์รถยนต์ชั้นนำในจีนปี 2569: การปฏิวัติยานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม
ปี 2569 ตลาดรถยนต์จีนยังคงเป็นมหาอำนาจระดับโลกอย่างต่อเนื่อง โดยมียอดขายทะลุ 21 ล้านคันแล้ว สะท้อนถึงการเติบโตที่น่าประทับใจถึง 13.8% ของยานยนต์พลังงานใหม่ (NEVs) ซึ่งเป็นผลมาจากความมุ่งมั่นของประเทศในการผลักดันเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าและการส่งออกที่แข็งแกร่ง
แบรนด์จีนภายในประเทศครองส่วนแบ่งตลาดกว่า 60% ด้วยความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วในด้านเทคโนโลยีแบตเตอรี่ รถยนต์ขับขี่อัตโนมัติ และระบบอัจฉริยะราคาเข้าถึงได้ รายชื่อ 10 อันดับแบรนด์รถยนต์จีนในปี 2569 นี้ ประเมินจากผลการดำเนินงานด้านยอดขาย ศักยภาพทางเทคโนโลยี และอิทธิพลในตลาด แบรนด์เหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการกำหนดนิยามใหม่ของการเดินทางทั่วโลก
BYD Auto: ผู้นำแห่งยุคยานยนต์ไฟฟ้า
BYD Auto ก้าวขึ้นเป็นผู้นำอย่างชัดเจนในกลุ่มแบรนด์รถยนต์จีนในปี 2569 ด้วยยอดขายกว่า 218,000 คันในเดือนมกราคมเพียงเดือนเดียว ส่งผลให้เป็นแบรนด์ที่มียอดขายสูงสุดในประเทศ ความสำเร็จนี้มีรากฐานมาจากการเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านยานยนต์พลังงานใหม่ (NEVs) BYD เริ่มต้นจากการเป็นผู้ผลิตแบตเตอรี่ในปี 2538 และได้พัฒนาตนเองสู่การเป็นผู้ผลิตรถยนต์เต็มรูปแบบด้วยกลยุทธ์การบูรณาการตลอดห่วงโซ่การผลิต (Vertical Integration) พวกเขาผลิตทุกอย่างตั้งแต่แบตเตอรี่ Blade อันเป็นเอกลักษณ์ ไปจนถึงรถยนต์ EV ทั้งคัน ซึ่งช่วยลดต้นทุนและรักษาความได้เปรียบในการแข่งขันด้านความเร็วในการชาร์จและคุณสมบัติด้านความปลอดภัย จุดแข็งที่สำคัญคือการนำเสนอรถยนต์หลากหลายรุ่นที่ตอบสนองความต้องการของตลาดมวลชนในราคาที่เข้าถึงได้ เช่น รุ่น Han EV ที่มีราคาประมาณ 39,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ รถซีดาน Seal และแฮทช์แบ็ก Dolphin เป็นสองรุ่นที่ได้รับความนิยมอย่างสูง ช่วยให้ BYD ครองส่วนแบ่งตลาด NEV ในจีนสูงถึง 29.2% ในช่วงต้นปี 2568 การขยายตลาดส่งออกไปยังยุโรป อเมริกาใต้ และตะวันออกกลาง เป็นเครื่องยืนยันถึงนวัตกรรมของ BYD และศักยภาพในการท้าทายแบรนด์ชั้นนำอย่าง Tesla และบริษัทใหญ่ๆ อื่นๆ
Geely: การผสมผสานสไตล์สแกนดิเนเวียกับความเป็นเลิศของจีน
Geely ติดอันดับสองในยอดขายรถยนต์ในจีนปี 2569 ด้วยยอดขาย 160,514 คันในเดือนมกราคม การก้าวขึ้นมานี้แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของประเทศที่ก้าวข้ามจากการเลียนแบบไปสู่การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการเข้าซื้อกิจการ Volvo ในปี 2553 แบรนด์ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2529 นี้ โดดเด่นด้วยการผสานการออกแบบสไตล์สแกนดิเนเวียเข้ากับทักษะการผลิตของจีน โดยมุ่งเน้นที่ระบบการเชื่อมต่ออัจฉริยะและระบบส่งกำลังแบบไฮบริด-ไฟฟ้า Geely มีผลิตภัณฑ์หลากหลาย ครอบคลุมตั้งแต่ซีดาน SUV ไปจนถึงแบรนด์ย่อยระดับพรีเมียมอย่าง Lynk & Co ทำให้เป็นที่ต้องการของผู้บริโภคในเมืองที่มองหาทั้งสไตล์และเทคโนโลยี รุ่น Geome Xingyuan ที่มียอดขาย 204,940 คันในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 และรถยนต์ไฟฟ้าสมรรถนะสูงอย่าง Zeekr EVs เป็นสองรุ่นที่ได้รับความนิยมอย่างสูง การขับเคลื่อนสู่เวทีโลกของ Geely ในปี 2568 ซึ่งรวมถึงการครองส่วนแบ่ง 12% ของแบรนด์จีนในตลาดสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ตอกย้ำตำแหน่งของ Geely ในฐานะสะพานเชื่อมระหว่างความได้เปรียบด้านราคาของตลาดในประเทศและความทะเยอทะยานในตลาดระดับพรีเมียมในต่างประเทศ
SAIC Motor: ยักษ์ใหญ่แห่งวงการรถยนต์ที่ปรับตัวสู่ยุคใหม่
SAIC Motor เป็นบริษัทรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในจีนเมื่อพิจารณาจากรายได้ โดยมีรายได้ 87.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2567 ในปี 2569 SAIC Motor ติดอันดับสามในตลาด ด้วยการดำเนินกลยุทธ์การร่วมทุนเชิงกลยุทธ์และการปรับตัวสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า โดยตั้งเป้าที่จะจำหน่าย NEVs ให้ได้ 3.5 ล้านคันภายในสิ้นปี SAIC ซึ่งเริ่มต้นจากการเป็นบริษัทของรัฐในปี 2498 ได้ร่วมมือกับ Volkswagen และ GM เพื่อขยายธุรกิจ และได้ผลักดันนวัตกรรมในกลุ่มรถยนต์ EV อัจฉริยะผ่านแบรนด์ย่อยอย่าง Roewe และ MG จุดแข็งของ SAIC Motor คือการลงทุนอย่างแข็งแกร่งในการวิจัยและพัฒนาด้านรถยนต์ขับขี่อัตโนมัติ และเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายที่กว้างขวาง ซึ่งช่วยให้สามารถเสนอราคาที่แข่งขันได้และปรับปรุงรุ่นรถได้อย่างรวดเร็ว รุ่น MG4 EV และ Roewe iMAX8 MPV เป็นสองรุ่นที่ได้รับความนิยม แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นของบริษัท ตั้งแต่แฮทช์แบ็กราคาประหยัดไปจนถึงรถตู้สำหรับครอบครัว การติดอันดับ Fortune Global 500 ที่อันดับ 138 ในช่วงกลางปี 2568 สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของตลาด SAIC Motor การส่งออกที่เพิ่มขึ้นไปยังอินเดียและยุโรป แม้จะมีความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้ SAIC Motor เป็นส่วนสำคัญในแผนการส่งออกรถยนต์ของจีน
Chery: ความคุ้มค่าและนวัตกรรมสำหรับตลาดโลก
Chery เป็นแบรนด์รถยนต์ที่มียอดขายดีเป็นอันดับสี่ในจีนปี 2569 ด้วยยอดขาย 131,081 คันในเดือนมกราคม Chery เป็นผู้ส่งออกที่ประสบความสำเร็จในกลุ่มรถยนต์ราคาประหยัดมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งในปี 2540 และได้จำหน่ายรถยนต์ไปแล้วกว่า 10 ล้านคันทั่วโลก จุดแข็งหลักของแบรนด์คือ “Value Engineering” หรือการออกแบบเพื่อคุณค่า พวกเขาเสนอยานยนต์ SUV และซีดานที่อัดแน่นด้วยฟีเจอร์ในราคาที่เข้าถึงได้ และการอัปเดตเทคโนโลยีล่าสุดในระบบ ADAS และระบบไฮบริดภายใต้แบรนด์ย่อยอย่าง Jetour ได้ยกระดับผลิตภัณฑ์ให้ดียิ่งขึ้น Chery ยังประสบความสำเร็จในตลาดใหม่ๆ โดย Jetour มียอดขาย 58,162 คันในช่วงต้นปี 2568 ซึ่งเป็นผลมาจากรุ่นที่มีความทนทานและสมรรถนะการขับขี่แบบออฟโรด รุ่น Tiggo 8 Pro SUV และ Omoda 5 crossover เป็นสองรุ่นยอดนิยมที่ได้รับการชื่นชมในเรื่องของห้องโดยสารที่กว้างขวางและเครื่องยนต์ที่ทรงพลัง การมุ่งเน้นไปที่ NEVs ราคาประหยัดในปี 2568 จะช่วยให้ Chery เติบโตได้ถึง 20% ในตลาดสหรัฐอเมริกา ทำให้เป็นคู่แข่งระดับโลกกับ Hyundai ในด้านความคุ้มค่าและความน่าเชื่อถือ
Changan Automobile: ผู้นำด้านเทคโนโลยีที่ผสานความแข็งแกร่งในอดีต
Changan Automobile ติดอันดับห้าด้วยยอดขาย 156,205 คันในเดือนมกราคม 2568 บริษัทแห่งนี้เป็นผู้เล่นที่ก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 2405 ซึ่งเริ่มต้นจากการผลิตยานยนต์ทางการทหาร ก่อนจะเปลี่ยนมาผลิตรถยนต์ EV สำหรับผู้บริโภค จุดแข็งของ Changan อยู่ที่การผสานชิป Deep Blue เพื่อรองรับระบบขับขี่อัตโนมัติระดับ Level 2+ และข้อตกลงกับ Huawei สำหรับระบบห้องโดยสารอัจฉริยะ ซึ่งทำให้เป็นที่นิยมในกลุ่มผู้ขับขี่รุ่นใหม่ที่ใส่ใจเทคโนโลยี แบรนด์นี้มีรากฐานที่แข็งแกร่ง ทำให้ง่ายต่อการเติบโต ผลิตภัณฑ์ของ Changan ครอบคลุมทั้งซีดานราคาประหยัดและ SUV ระดับพรีเมียม รุ่น Deepal SL03 EV และ UNI-V sport sedan เป็นสองรุ่นที่มีชื่อเสียง ด้วยระยะทางวิ่งสูงสุดถึง 700 กม. และดีไซน์ที่ทันสมัย การผลักดัน NEV ของ Changan ในปี 2568 ได้ส่วนแบ่งตลาดไปถึง 10% ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากการส่งออกไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และนวัตกรรมภายในประเทศ สิ่งนี้ทำให้ Changan เป็นผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมที่น่าเชื่อถือในอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าของจีน
Great Wall Motors: เจ้าแห่ง SUV ที่ขยายสู่ตลาดยานยนต์ไฟฟ้า
Great Wall Motors (GWM) ครองอันดับหกในการจัดอันดับปี 2569 ด้วยการครองตลาด SUV อย่างแข็งแกร่ง ยอดขายของแบรนด์ย่อย Haval พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยความทนทานและความสามารถในการขับขี่แบบออฟโรดที่ได้รับการพัฒนามาตั้งแต่บริษัทเริ่มผลิตรถกระบะในปี 2527 จุดแข็งของ GWM คือวิศวกรรมที่แข็งแกร่งเพื่อรองรับสภาพภูมิประเทศที่หลากหลายของจีน และไลน์อัพรถยนต์ไฟฟ้า (EVs) ที่กำลังเติบโตภายใต้แบรนด์ Ora ซึ่งมีดีไซน์ที่สนุกสนานและระยะทางวิ่งที่ใช้งานได้จริง GWM ให้ความสำคัญกับการบูรณาการตลอดห่วงโซ่การผลิตเพื่อควบคุมต้นทุน ซึ่งเป็นที่ดึงดูดใจผู้ที่ต้องการยานพาหนะสำหรับการผจญภัย รุ่น Haval H6 SUV และ Tank 300 off-roader เป็นสองตัวเลือกยอดนิยมที่มาพร้อมฟีเจอร์ระดับหรูและความสามารถในการลากจูงสูงสุด 3,500 กก. การขยายโรงงานในประเทศไทยและบราซิลในปี 2568 ช่วยเพิ่มการส่งออก 30% ในขณะเดียวกัน การยอมรับ NEVs ภายในประเทศของ GWM ทำให้เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับยานยนต์ที่เหมาะสำหรับครอบครัวและมีความยืดหยุ่นในตลาดที่มีการแข่งขันสูง
FAW Group: มรดกแห่งความภาคภูมิใจและการผสมผสานเทคโนโลยี
FAW Group หนึ่งใน “สี่ผู้ยิ่งใหญ่” ของบริษัทรัฐวิสาหกิจจีน ก่อตั้งขึ้นในปี 2496 ในปี 2569 FAW Group ติดอันดับเจ็ด ซึ่งสะท้อนถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานในการผลิตทั้งรถยนต์ที่เกิดจากการร่วมทุน (JVs) และรถยนต์หรูผ่านแบรนด์ Hongqi จุดแข็งของ FAW Group คือขนาดการผลิตที่ใหญ่ (ผลิตรถยนต์กว่า 3 ล้านคันต่อปี) และความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ เช่น การลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับ Leapmotor ในเดือนมีนาคม 2568 เพื่อร่วมมือด้านยานยนต์ไฟฟ้า FAW ผลิตซีดานระดับไฮเอนด์และรถบรรทุกที่ยอดเยี่ยม โดยมุ่งเน้นที่ความภาคภูมิใจของชาติผ่านรถยนต์ธงอย่าง Hongqi รุ่น Hongqi H9 luxury limo และ Bestune T99 SUV เป็นสองรุ่นที่ดีที่สุดในตลาด มาพร้อมห้องโดยสารที่หรูหราและการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงที่ดีเยี่ยม การถือหุ้น 10% ใน Leapmotor ภายในเดือนสิงหาคม 2568 แสดงให้เห็นถึงความต้องการของ FAW ในการเป็นผู้นำด้าน NEVs ซึ่งจะช่วยให้สามารถแข่งขันกับแผนการรุกตลาดจีนของ Volkswagen ด้วยรถยนต์ 40 รุ่น และผสมผสานรถยนต์แบบดั้งเดิมเข้ากับยานยนต์ไฟฟ้าใหม่ๆ
BAIC Group: นวัตกรรมยานยนต์อัจฉริยะเพื่อชีวิตในเมือง
BAIC Group บริษัทรถยนต์ชั้นนำของกรุงปักกิ่ง ก่อตั้งขึ้นในปี 2401 ในปี 2569 BAIC Group จะเป็นบริษัทที่ใหญ่เป็นอันดับแปดของโลก ด้วยการมุ่งเน้นใหม่ไปที่การเดินทางแบบอัจฉริยะ (Smart Mobility) เพื่อเปิดตัว “Three-Year Leap Action” สำหรับการฟื้นฟูแบรนด์ BAIC ได้จัดแสดงรถยนต์รุ่นใหม่เจ็ดรุ่นในงาน Shanghai Auto Show จุดแข็งของ BAIC Group อยู่ที่รถยนต์ไฟฟ้าและครอสโอเวอร์ที่ออกแบบมาเพื่อเมืองจีนที่มีผู้คนหนาแน่น รวมถึงการร่วมทุนกับ Mercedes และ Hyundai เพื่อแบ่งปันเทคโนโลยีระดับสูง BAIC เป็นผู้ผลิตที่ใหญ่เป็นอันดับหกในจีน และมียอดขาย 1.7 ล้านคันในปี 2564 บริษัทมุ่งเน้นที่ความยั่งยืนและการเชื่อมต่อ รุ่น Arcfox Alpha S EV และ BJ40 off-roader เป็นสองรุ่นสำคัญที่มีระยะทางวิ่งกว่า 600 กม. และรูปลักษณ์ที่แข็งแกร่ง การผลักดันการส่งออกไปยังยุโรปและการจัดแสดงนวัตกรรมใหม่ๆ ในปี 2568 จะทำให้ BAIC เป็นคู่แข่งที่มีความยืดหยุ่น เชื่อมโยงยานยนต์สำหรับการเดินทางประจำวันที่มีราคาไม่แพงเข้ากับรถยนต์อัจฉริยะระดับไฮเอนด์
Dongfeng Motor Corporation: ความแข็งแกร่งที่หลากหลายสู่ตลาดโลก
Dongfeng Motor Corporation เป็นกลุ่มบริษัทจีนที่มีผลผลิตมากเป็นอันดับสามนับตั้งแต่ก่อตั้งในปี 2512 ในปี 2569 บริษัทติดอันดับเก้า ด้วยผลประกอบการไตรมาสแรกที่แข็งแกร่งในกลุ่มรถยนต์นั่งส่วนบุคคลเพื่อการส่งออก สำนักงานใหญ่ของบริษัทตั้งอยู่ที่อู่ฮั่น และมีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ตั้งแต่รถบรรทุกขนาดใหญ่ไปจนถึง NEVs นอกจากนี้ยังมีบริษัทร่วมทุนระดับโลกกับ Nissan และ Honda เพื่อรับประกันความน่าเชื่อถือของระบบส่งกำลัง Dongfeng มุ่งเน้นไปที่ตลาดที่ขับขี่ทางด้านขวาของถนน โดยมีเป้าหมายที่จะเป็นหนึ่งในสามอันดับแรกในฮ่องกงด้วยผลิตภัณฑ์ระดับไฮเอนด์ภายในสิ้นปีนี้ รุ่น Voyah Free SUV และ Aeolus Yixuan car เป็นสองรุ่นยอดนิยมที่มีระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูงและระยะทางวิ่ง EV กว่า 500 กม. ในปี 2568 กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ครบวงจรของ Dongfeng รวมถึงเครื่องจักรและชิ้นส่วน จะเป็นพลังขับเคลื่อนการเติบโต 15% ทำให้เป็นคู่แข่งที่แข็งแกร่งกับ Toyota ในเอเชียและนอกเอเชีย
Nio: ผู้บุกเบิกยานยนต์ไฟฟ้าระดับพรีเมียม
Nio เป็นบริษัทสุดท้ายใน 10 อันดับแรก เป็นผู้บุกเบิกยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ระดับพรีเมียมที่กำลังสร้างกระแสในปี 2569 ด้วยรุ่นเรือธงที่อัดแน่นด้วยเทคโนโลยี เช่น ET9 ซึ่งเป็นรถยนต์ steer-by-wire ที่ผลิตในปริมาณมากคันแรกของจีน ท่ามกลางความต้องการ NEVs ระดับหรูที่เพิ่มสูงขึ้น เครือข่ายการสลับแบตเตอรี่ของ Nio ซึ่งมีสถานีมากกว่า 2,000 แห่ง ช่วยลดความวิตกกังวลเรื่องระยะทางวิ่ง (Range Anxiety) ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดแข็งที่สำคัญที่สุดของบริษัท ควบคู่ไปกับคุณภาพการประกอบที่ยอดเยี่ยม ซึ่งทัดเทียมกับ Audi ได้ Nio มุ่งเป้าไปที่กลุ่มผู้ซื้อที่มีกำลังซื้อสูง และนำเสนอห้องโดยสารที่กว้างขวาง เหมาะสำหรับการขับขี่อัตโนมัติ และระยะทางวิ่งสูงสุด 610 ไมล์ รุ่น ES6 SUV ซึ่งมีราคา 37,500 ดอลลาร์สหรัฐฯ และ Firefly ขนาดเล็กที่ผสมผสานเสน่ห์ของ Mini เข้ากับระบบนิเวศของ Nio เป็นสองรุ่นที่ขายดีที่สุด ผลประกอบการ H1 และการเติบโตในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ในช่วงกลางปี 2568 แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของ Nio ทำให้เป็นแบรนด์เทียบเท่า Tesla ของจีนในตลาดระดับไฮเอนด์ โดยมีเทคโนโลยีอย่างแบตเตอรี่ที่อัพเกรดได้ ซึ่งขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
อนาคตของการขับเคลื่อนในจีน
ตลาดรถยนต์จีนในปี 2569 ไม่ใช่แค่การเติบโตของยอดขายเท่านั้น แต่เป็นการแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด แบรนด์จีนกำลังก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ ด้วยการลงทุนใน NEVs รถยนต์ขับขี่อัตโนมัติ และระบบอัจฉริยะ การแข่งขันในตลาดที่คึกคักนี้ไม่เพียงแต่สร้างโอกาสให้กับผู้บริโภค แต่ยังเป็นการกำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลกอีกด้วย
สำหรับผู้ที่สนใจเจาะลึกโอกาสในการลงทุนหรือทำความเข้าใจตลาดรถยนต์จีนให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น การติดตามแนวโน้มเหล่านี้และศึกษาแบรนด์ชั้นนำอย่างใกล้ชิดคือจุดเริ่มต้นที่สำคัญ มาสำรวจโลกแห่งนวัตกรรมยานยนต์ที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปนี้ด้วยกัน

