
สุดยอดรถยนต์ที่เร็วที่สุดในโลก: เปิดตำนานความเร็วเหนือจินตนาการ
ในโลกแห่งยานยนต์ที่ไร้ขีดจำกัด การแข่งขันเพื่อสร้างสรรค์สุดยอดความเร็วไม่เคยหยุดนิ่ง นับตั้งแต่เฟอร์รารี่ F40 ทะลวงกำแพง 200 ไมล์ต่อชั่วโมงในปี 1987 การไล่ล่าเพื่อก้าวข้ามขีดจำกัดความเร็วสูงสุดของรถยนต์โปรดักชั่นกลายเป็นเวทีประลองที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับผู้ผลิตรถยนต์ระดับโลก ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา เราได้เห็นการพัฒนาอันน่าทึ่งของซูเปอร์คาร์และไฮเปอร์คาร์ ที่แต่ละคันล้วนทุ่มเททั้งเทคโนโลยี วิศวกรรม และจิตวิญญาณแห่งการแข่งขัน เพื่อสร้างนิยามใหม่ของคำว่า “เร็ว” บทความนี้จะพาคุณดำดิ่งสู่โลกแห่งความเร็วสูงสุดของวงการยานยนต์ นำเสนอรายชื่อรถยนต์ที่เร็วที่สุดในโลก โดยพิจารณาจากข้อมูลล่าสุดในปี 2025 และการทดสอบที่ได้รับการยอมรับ เพื่อให้คุณได้สัมผัสถึงสุดยอดสมรรถนะที่อาจทำให้คุณต้องอ้าปากค้าง
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการอุตสาหกรรมยานยนต์มากว่า 10 ปี ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงและนวัตกรรมที่น่าเหลือเชื่อมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มรถยนต์สมรรถนะสูงเหล่านี้ การแข่งขันไม่ได้เป็นเพียงแค่การสร้างสถิติ แต่เป็นการผลักดันขีดจำกัดของเทคโนโลยี เพื่อส่งมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับให้กับผู้หลงใหลในความเร็วทั่วโลก ในยุคที่เทคโนโลยีไฟฟ้าเข้ามามีบทบาทมากขึ้น แต่หัวใจของเครื่องยนต์สันดาปภายในยังคงเต้นแรงในรถยนต์สมรรถนะสูงเหล่านี้ ความท้าทายในการสร้างสมดุลระหว่างพละกำลัง เทคโนโลยี และการออกแบบเพื่ออากาศพลศาสตร์ที่สมบูรณ์แบบนั้น ยิ่งทวีความซับซ้อนและน่าตื่นเต้น
นิยามของความเร็ว: เกณฑ์การจัดอันดับ
เพื่อให้การจัดอันดับเป็นไปอย่างยุติธรรมและแม่นยำที่สุด เรายึดหลักการพิจารณาเพียง ความเร็วสูงสุด (Top Speed) ที่ได้รับการทดสอบและยืนยันอย่างเป็นทางการเท่านั้น รถยนต์ที่ถูกนำมาพิจารณาจะต้องมี ความเร็วสูงสุดอย่างน้อย 218 ไมล์ต่อชั่วโมง (ประมาณ 350 กม./ชม.) และสำหรับผู้ผลิตที่เพิ่งเริ่มต้นหรือมีข้อเคลมที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ เราจะระบุไว้ให้ชัดเจนในข้อมูล
สุดยอดรถยนต์ที่เร็วที่สุดในโลก: รายชื่อปี 2025
นี่คือการจัดอันดับสุดยอดรถยนต์ที่เร็วที่สุดในโลกที่ผ่านการคัดเลือกอย่างพิถีพิถัน โดยคำนึงถึงสมรรถนะที่แท้จริงและความเป็นไปได้ในการผลิตจริง:
Porsche 918 Spyder — 218 MPH (ประมาณ 351 กม./ชม.)
Porsche 918 Spyder คือหนึ่งในซูเปอร์คาร์ไฮบริดที่โดดเด่นที่สุดในช่วงเวลาของมัน แม้ว่า Porsche จะเคลมความเร็วสูงสุดไว้ที่ 214 ไมล์ต่อชั่วโมง แต่การทดสอบอิสระได้บันทึกความเร็วที่สูงกว่านั้น คือ 218.4 ไมล์ต่อชั่วโมง ทำให้มันยังคงเป็นรถโปรดักชั่นที่เร็วที่สุดเท่าที่ Porsche เคยผลิตมา ด้วยการผสมผสานระหว่างเครื่องยนต์ V8 ขนาด 4.6 ลิตร ที่ให้กำลัง 599 แรงม้า กับมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ที่เพิ่มอีก 282 แรงม้า รวมเป็น 875 แรงม้า พร้อมแรงบิดมหาศาล 944 ฟุต-ปอนด์ ทำให้ 918 Spyder เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงศักยภาพของเทคโนโลยีไฮบริดในยุคเริ่มต้น
Aston Martin One-77 — 220 MPH (ประมาณ 354 กม./ชม.)
Aston Martin One-77 เป็นผลงานชิ้นเอกที่ผลิตในจำนวนจำกัดเพียง 77 คันทั่วโลก แสดงให้เห็นถึงความสง่างามและสมรรถนะอันไร้ที่ติของแบรนด์จากอังกฤษ ภายใต้ฝากระโปรงหน้ายาว คือขุมพลัง V12 ขนาด 7.3 ลิตร จาก Cosworth ที่รีดแรงม้าได้ถึง 750 ตัว และแรงบิด 553 ฟุต-ปอนด์ ด้วยโครงสร้างตัวถังที่ทำจากอะลูมิเนียมและคาร์บอนไฟเบอร์ ทำให้รถคันนี้สามารถพุ่งทะยานจาก 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมง ได้ในเวลาเพียง 3.5 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 220 ไมล์ต่อชั่วโมง การออกแบบที่ผสมผสานความหรูหราและความดุดันได้อย่างลงตัว ทำให้ One-77 เป็นที่ต้องการของนักสะสมทั่วโลก
Lamborghini Aventador LP 780-4 Ultimae — 221 MPH (ประมาณ 356 กม./ชม.)
ในฐานะรุ่นสุดท้ายของตระกูล Aventador, Lamborghini Aventador LP 780-4 Ultimae คือจุดสูงสุดของวิวัฒนาการซูเปอร์คาร์ V12 แบบไม่มีระบบอัดอากาศของแบรนด์จากอิตาลี คันนี้ยังคงไว้ซึ่งเครื่องยนต์ V12 ขนาด 6.5 ลิตร ที่ได้รับการปรับปรุงจนรีดพละกำลังได้สูงสุดถึง 769 แรงม้า และแรงบิด 531 ฟุต-ปอนด์ ซึ่งเหนือกว่ารุ่นก่อนหน้าอย่าง LP 700-4 อย่างชัดเจน แม้จะมีการออกแบบที่ดูสุภาพเรียบร้อยกว่ารุ่น SVJ ที่เน้นการใช้งานในสนามแข่ง แต่ Ultimae ก็ยังคงมาพร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อและเกียร์อัตโนมัติแบบ Single-Clutch 7 จังหวะ ที่ให้การตอบสนองอันดุดัน การเร่งจาก 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมง ทำได้ใน 2.8 วินาที และมีความเร็วสูงสุดที่ 221 ไมล์ต่อชั่วโมง
Gordon Murray Automotive T.50 — 230 MPH (ประมาณ 370 กม./ชม.) (เคลม)
Gordon Murray ชายผู้เป็นตำนานผู้อยู่เบื้องหลัง McLaren F1 ได้ก่อตั้งแบรนด์รถยนต์ของตนเองขึ้นมา และ T.50 คือผลงานชิ้นโบว์แดงที่สะท้อนปรัชญาการออกแบบของเขา รถคันนี้สร้างขึ้นด้วยแนวคิดน้ำหนักเบาที่สุด ผสมผสานกับเครื่องยนต์ V12 แบบไม่มีระบบอัดอากาศที่พัฒนาโดย Cosworth ขนาด 4.0 ลิตร ให้กำลัง 654 แรงม้า และมีรอบเครื่องยนต์ที่สามารถหมุนได้ถึง 12,100 รอบต่อนาที T.50 มีน้ำหนักเพียง 2,174 ปอนด์ และมาพร้อมกับพัดลมขนาด 15.7 นิ้ว ที่ด้านท้าย ซึ่งช่วยเพิ่มแรงกด (Downforce) ได้อย่างมหาศาล Gordon Murray เคลมว่า T.50 สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 230 ไมล์ต่อชั่วโมง
Pagani Huayra — 238 MPH (ประมาณ 383 กม./ชม.)
Pagani Huayra คือทายาทที่สืบทอดตำนานจาก Zonda อันโด่งดัง การตั้งชื่อตาม “Huayra-tata” เทพเจ้าแห่งสายลมของชาว Quechua นั้นเหมาะสมอย่างยิ่ง ด้วยขุมพลัง V12 เทอร์โบคู่จาก Mercedes-AMG ที่ให้กำลัง 720 แรงม้า ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 7 จังหวะ แบบ Single-Clutch ที่ให้การเปลี่ยนเกียร์อันหนักหน่วงและรวดเร็ว Huayra สามารถพุ่งทะยานจาก 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมง ได้ในเวลาเพียง 2.8 วินาที ด้วยการผสมผสานงานศิลปะ วิศวกรรม และความเร็วที่ไร้ที่ติ
Pagani Huayra BC Roadster — 240 MPH (ประมาณ 386 กม./ชม.) (ประมาณการ)
“BC” ในชื่อรุ่นนี้ เป็นการยกย่อง Benny Caiola นักธุรกิจผู้ทรงอิทธิพลในวงการอสังหาริมทรัพย์ และเป็นเพื่อนสนิทคนแรกของ Horacio Pagani Huayra BC Roadster เปิดตัวในปี 2019 ด้วยการปรับปรุงดีไซน์ให้มีความดุดันยิ่งขึ้น พร้อมเครื่องยนต์ V12 เทอร์โบคู่จาก Mercedes-AMG ที่ถูกจูนให้มีพละกำลังสูงกว่ารุ่นคูเป้ BC เล็กน้อย โดยรีดแรงม้าได้ถึง 791 ตัว ด้วยราคาที่สูงถึง 3.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้รถเปิดประทุนคันนี้เป็นสุดยอดไฮเปอร์คาร์ที่หลายคนใฝ่ฝัน
McLaren F1 — 240.1 MPH (ประมาณ 386.4 กม./ชม.)
McLaren F1 คือตำนานที่ไม่ควรถูกลืมเลือน รถยนต์ 3 ที่นั่งคันนี้คือผลงานชิ้นเอกของ Gordon Murray ในปี 1993 มันเป็นรถโปรดักชั่นคันแรกของโลกที่ใช้โครงสร้างตัวถังแบบคาร์บอนไฟเบอร์ทั้งหมด มาพร้อมเครื่องยนต์ V12 ขนาด 6.1 ลิตร จาก BMW ให้กำลัง 618 แรงม้า และแรงบิด 479 ฟุต-ปอนด์ ด้วยราคาสูงลิ่วในสมัยนั้น แต่ก็คุ้มค่ากับสมรรถนะที่เหลือเชื่อ การเร่ง 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมง ใช้เวลาเพียง 3.2 วินาที และ 0-100 ไมล์ต่อชั่วโมง ใช้เวลาเพียง 6.3 วินาที McLaren F1 ได้สร้างสถิติความเร็วโลกในปี 1998 ที่ 240.1 ไมล์ต่อชั่วโมง และครองตำแหน่งนี้ยาวนานจนถึงปี 2005
Saleen S7 Twin Turbo — 248 MPH (ประมาณ 399 กม./ชม.)
Steve Saleen มีเป้าหมายที่จะสร้างรถยนต์ที่สามารถท้าชน Bugatti Veyron และ Saleen S7 Twin Turbo คือคำตอบ เขาตั้งใจสร้างรถแข่งที่สามารถวิ่งบนถนนได้จริง เป็นหนึ่งในรถยนต์โปรดักชั่นอเมริกันเครื่องยนต์วางกลางคันคันแรกที่ผลิตด้วยมือทั้งหมด ขุมพลังคือเครื่องยนต์ Ford 351 Windsor Small Block ขนาด 7.0 ลิตร แบบ Twin-Turbocharged ที่ให้กำลังถึง 750 แรงม้า เป็นการผสานสมรรถนะรถแข่งเข้ากับดีไซน์ที่สวยงาม
Koenigsegg CCXR — 249 MPH (ประมาณ 400 กม./ชม.)
Koenigsegg CCXR คือวิวัฒนาการที่ก้าวข้ามขีดจำกัดของ CCX ด้วยการปรับแต่งเครื่องยนต์ V8 Twin-Turbo ขนาด 4.7 ลิตร ให้สามารถรองรับเชื้อเพลิง E85 ซึ่งทำให้พละกำลังพุ่งทะยานจาก 795 แรงม้า สู่ตัวเลขระดับ 4 หลัก คือ 1,004 แรงม้า ด้วยชุดแต่งแอโรไดนามิกที่ได้รับการอัปเกรด ทำให้ CCXR มีศักยภาพที่จะทำความเร็วสูงสุดได้อย่างน่าทึ่ง
Koenigsegg Gemera — 249 MPH (ประมาณ 400 กม./ชม.) (เคลม)
Koenigsegg Gemera ถูกขนานนามว่าเป็น “Mega GT” ซึ่งสะท้อนถึงความสามารถในการมอบประสบการณ์ที่เหนือกว่ารถ GT ทั่วไป ด้วยพละกำลัง 1,700 แรงม้า แรงบิด 2,581 ฟุต-ปอนด์ และที่สำคัญคือ มี 4 ที่นั่งที่ออกแบบมาสำหรับผู้โดยสารจริง ๆ พร้อมพื้นที่เก็บสัมภาระที่เพียงพอต่อการเดินทาง การเร่งจาก 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมง ทำได้ในเวลาเพียง 1.9 วินาที ซึ่งเร็วกว่าการอ่านประโยคนี้เสียอีก
Tesla Roadster — 250+ MPH (ประมาณ 402+ กม./ชม.) (เคลม)
Tesla Roadster คือการกลับคืนสู่รากฐานของ Elon Musk ผู้ก่อตั้ง Tesla การกลับมาครั้งนี้ยิ่งใหญ่กว่าเดิม ด้วยแบตเตอรี่ขนาด 200 kWh ที่ให้ระยะทางวิ่งสูงสุดถึง 620 ไมล์ และมอเตอร์ไฟฟ้า 3 ตัว ที่จะพาซูเปอร์คาร์ 4 ที่นั่งคันนี้ พุ่งทะยานจาก 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมง ได้ใน 1.9 วินาที และผ่านควอเตอร์ไมล์ได้ในเวลาเพียง 8.8 วินาที เป็นการพิสูจน์ว่ารถยนต์ไฟฟ้าก็สามารถมอบสมรรถนะที่เร้าใจไม่แพ้รถยนต์เครื่องยนต์สันดาป
Aston Martin Valkyrie — 250 MPH (ประมาณ 402 กม./ชม.) (เคลม)
การผนึกกำลังระหว่าง Aston Martin และ Red Bull Racing ในการพัฒนารถยนต์ไฮเปอร์คาร์ที่ชื่อว่า Valkyrie (หรือ AM-RB 001 ในช่วงการพัฒนา) ได้ให้กำเนิดซูเปอร์คาร์ที่มีรูปลักษณ์สุดล้ำ พร้อมเครื่องยนต์ V12 ขนาด 6.5 ลิตร จาก Cosworth ที่ให้กำลังถึง 1,160 แรงม้า เพียงพอที่จะบีบอัดแรง G เข้าสู่ร่างกายผู้ขับขี่ขณะเร่งจาก 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมง ในเวลา 2.3 วินาที
McLaren Speedtail — 250 MPH (ประมาณ 402 กม./ชม.)
McLaren Speedtail มาพร้อมระบบไฮบริดที่ให้กำลังรวม 1,035 แรงม้า ดีไซน์ที่ลู่ลมตามหลักอากาศพลศาสตร์ และโครงสร้างตัวถังคาร์บอนไฟเบอร์น้ำหนักเบา ทำให้มันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อความเร็วสูงสุดโดยเฉพาะ McLaren เคลมว่า Speedtail สามารถเร่งจาก 0-186 ไมล์ต่อชั่วโมง ได้ในเวลาเพียง 12.8 วินาที ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าทึ่งอย่างยิ่ง
Czinger 21C V Max — 253 MPH (ประมาณ 407 กม./ชม.) (เคลม)
Czinger Vehicles สตาร์ทอัพรถยนต์ไฮเปอร์คาร์จากอเมริกา มีเป้าหมายที่จะปฏิวัติอุตสาหกรรมยานยนต์ด้วยการนำเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ และการออกแบบที่ใช้ AI มาใช้ในการผลิตจำนวนมาก Czinger 21C คือจุดเริ่มต้น พร้อมด้วยการออกแบบตัวถังที่ยาวและเพรียวขึ้นสำหรับรุ่น V Max ซึ่งช่วยลดแรงต้านทานอากาศ เครื่องยนต์ V8 เทอร์โบคู่ขนาด 2.88 ลิตร ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ ให้กำลังรวม 1,250 แรงม้า ส่งกำลังสู่ล้อทั้งสี่ ด้วยน้ำหนักแห้งที่เบาเพียง 2,756 ปอนด์ Czinger เคลมว่า V Max สามารถเร่งจาก 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมง ได้ในเวลากว่า 1.9 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 253 ไมล์ต่อชั่วโมง
SSC Ultimate Aero TT — 256.1 MPH (ประมาณ 412 กม./ชม.)
SSC Ultimate Aero TT คือรถที่เคยครองสถิติโลกโดย Guinness World Records ด้วยความเร็วสูงสุด 256.18 ไมล์ต่อชั่วโมง แม้ว่าสถิติจะถูกทำลายไปแล้ว แต่รถคันนี้ซึ่งสร้างจากคาร์บอนไฟเบอร์ทั้งหมด ยังคงเป็นหนึ่งในรถที่น่าประทับใจที่สุด ขุมพลังมาจากเครื่องยนต์ V8 Twin-Turbo จาก Corvette C5R ที่ถูกปรับแต่งให้มีกำลังมากกว่า 1,100 แรงม้า และแรงบิด 1,094 ฟุต-ปอนด์ การเร่ง 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมง ใช้เวลา 2.7 วินาที และมาพร้อมกับเบรกอากาศคู่ที่ด้านหลังเพื่อช่วยในการชะลอความเร็ว
Rimac Nevera — 258 MPH (ประมาณ 415 กม./ชม.)
Rimac Nevera คือสุดยอดไฮเปอร์คาร์ไฟฟ้า ที่ให้พละกำลังเป็นสองเท่าของรถ Formula 1 และสามารถเร่งความเร็วจาก 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมง ได้ในเวลากว่า 2 วินาที ด้วยราคา 2.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ Mate Rimac ผู้ก่อตั้ง Rimac Automobili วัย 33 ปี ได้สร้าง Nevera ให้เป็นรถ Grand Tourer ที่ใช้งานได้จริง แต่ก็มาพร้อมกับสมรรถนะที่ดุดันอย่างไม่น่าเชื่อ Nevera คือรถโปรดักชั่นที่เร่งความเร็วได้เร็วที่สุดในโลก และแม้จะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า แต่เสียงคำรามของมอเตอร์ไฟฟ้า 1.4 เมกะวัตต์ ก็สร้างประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นไม่แพ้รถยนต์เครื่องยนต์สันดาป
Bugatti Mistral — 261 MPH (ประมาณ 420 กม./ชม.) (เคลม, หลังคาเปิด)
Bugatti Mistral คือการปิดฉากอันยิ่งใหญ่สำหรับเครื่องยนต์ W-16 Quad-Turbo ที่เป็นตำนาน Bugatti ตั้งเป้าที่จะสร้างสถิติโลกใหม่ด้วยรถโรดสเตอร์คันนี้ Mistral ถูกออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน เพื่อสร้างแรงกดอากาศพลศาสตร์ที่เพียงพอและระบายความร้อนของเครื่องยนต์อย่างมีประสิทธิภาพ แม้จะเปิดหลังคา แต่ก็คาดว่า Mistral จะสามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 261 ไมล์ต่อชั่วโมง
Bugatti Veyron Super Sport — 267.8 MPH (ประมาณ 431 กม./ชม.)
Bugatti Veyron Super Sport สร้างขึ้นในปี 2010 ด้วยเป้าหมายเดียวคือ การคว้าตำแหน่งรถโปรดักชั่นที่เร็วที่สุดในโลก ซึ่งก็ทำสำเร็จตามที่ Guinness World Records บันทึกไว้ เครื่องยนต์ W-16 เช่นเดียวกับ Veyron รุ่นมาตรฐาน แต่ได้รับการปรับแต่งให้มีกำลังเพิ่มขึ้นอีก 180 แรงม้า เป็น 1,184 แรงม้า เพื่อปลดล็อกศักยภาพความเร็วสูงสุด ผู้ขับขี่จะต้องใช้กุญแจดอกที่สองเพื่อเข้าถึงสมรรถนะเต็มพิกัด
Hennessey Venom GT — 270.4 MPH (ประมาณ 435 กม./ชม.)
John Hennessey และทีมงานของ Hennessey Performance Engineering มีความหลงใหลในพละกำลังและความเร็วอย่างไม่เปลี่ยนแปลง Venom GT คือผลงานซูเปอร์คาร์ที่สร้างขึ้นเองในปี 2014 โดยใช้เครื่องยนต์ V8 Twin-Turbo ขนาด 7.0 ลิตร ของ GM ที่ให้กำลัง 1,244 แรงม้า และแรงบิด 1,287 ฟุต-ปอนด์ Venom GT ทำความเร็วได้ 270.4 ไมล์ต่อชั่วโมง ที่สนามบิน Kennedy Space Center แต่เนื่องจากเป็นการวิ่งทิศทางเดียว และจำนวนการผลิตไม่ถึง 30 คันตามเกณฑ์ ทำให้ไม่สามารถบันทึกเป็นสถิติโลกอย่างเป็นทางการได้ อย่างไรก็ตาม การทำความเร็วเกิน 270 ไมล์ต่อชั่วโมง ก็ถือเป็นสิ่งที่น่าประทับใจอย่างยิ่ง
Koenigsegg Agera RS — 277.8 MPH (ประมาณ 447 กม./ชม.)
ในเดือนพฤศจิกายน ปี 2017 Koenigsegg Agera RS ที่ใช้เชื้อเพลิง E85 (ให้กำลัง 1,360 แรงม้า) ได้ถูกขับโดยนักขับทดสอบของโรงงาน สร้างสถิติความเร็วเฉลี่ยสองทิศทางที่ 277.8 ไมล์ต่อชั่วโมง บนถนนปิดความยาว 11 ไมล์ในรัฐเนวาดา ในระหว่างการทดสอบ รถคันนี้เคยทำความเร็วสูงสุดถึง 284.5 ไมล์ต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าทึ่งอย่างยิ่ง นอกจากนี้ Agera RS ยังทำลายสถิติอื่น ๆ เช่น อัตราเร่ง 0-250 ไมล์ต่อชั่วโมง-0 ที่ 33.2 วินาที
SSC Tuatara — 295 MPH (ประมาณ 475 กม./ชม.) (ตัวเลขการทดสอบล่าสุด)
SSC Tuatara คือไฮเปอร์คาร์ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวการพิสูจน์ความเร็ว ในเดือนตุลาคม ปี 2020 SSC North America เคลมว่า Tuatara ทำความเร็วเฉลี่ยได้ถึง 316.11 ไมล์ต่อชั่วโมง แต่ก็เกิดข้อกังขาในข้อมูลและการวัดผล ต่อมาในเดือนมกราคม ปี 2021 ณ Kennedy Space Center การทดสอบที่ได้รับการบันทึกอย่างละเอียดและมีผู้สังเกตการณ์อิสระ ได้ผลการทดสอบความเร็วเฉลี่ยสองทิศทางที่ 282.9 ไมล์ต่อชั่วโมง (279.2 ไมล์ต่อชั่วโมง ทิศเหนือ และ 286.1 ไมล์ต่อชั่วโมง ทิศใต้) ซึ่งมากพอที่จะทำให้ Tuatara ก้าวขึ้นมาอยู่ในอันดับต้น ๆ ของรายชื่อนี้
Hennessey Venom F5 — 300+ MPH (ประมาณ 483+ กม./ชม.) (เคลม)
Hennessey Venom F5 คืออีกก้าวสำคัญของ Hennessey Performance Engineering ที่สืบทอดเจตนารมณ์มาจากรุ่นพี่ เครื่องยนต์ V8 Twin-Turbo ขนาด 6.6 ลิตร ให้กำลังมหาศาลถึง 1,817 แรงม้า และแรงบิด 1,193 ฟุต-ปอนด์ ส่งผลให้รถคูเป้น้ำหนัก 2,950 ปอนด์ คันนี้สามารถเร่งความเร็วจาก 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมง ได้ในเวลากว่า 2 วินาที ชื่อ “F5” ยังเป็นการอ้างอิงถึงระดับความรุนแรงสูงสุดของพายุทอร์นาโดบนมาตรวัด Fujita Scale
Bugatti Chiron Super Sport — 304.7 MPH (ประมาณ 490.5 กม./ชม.)
Bugatti Chiron Super Sport คือที่สุดแห่งความเร็วบนโลกของซูเปอร์คาร์โปรดักชั่น ในปี 2019 นักขับทดสอบ Andy Wallace ได้ขับ Chiron Super Sport เวอร์ชันพิเศษที่ได้รับการปรับแต่งอย่างละเอียด รอบสนามทดสอบ Ehra-Lessien ตัวรถถูกยืดออก 10 นิ้ว ลดความสูง และปรับปรุงชุดแอโรไดนามิกด้านหลัง รวมถึงระบบไอเสียใหม่ แต่ปัจจัยสำคัญที่สุดคือยาง Michelin Pilot Sport Cup 2 ที่ผ่านการเอ็กซ์เรย์อย่างละเอียดเพื่อความสมบูรณ์แบบ
Bugatti Bolide — 311 MPH (ประมาณ 500 กม./ชม.) (เคลม)
Bugatti Bolide ได้รับแรงบันดาลใจจากการออกแบบ Vision Le Mans Concept ของ Bugatti ผสมผสานกับดีไซน์อันล้ำสมัยของแบรนด์ เข้ากับขุมพลัง W-16 อันเป็นเอกลักษณ์ เพื่อให้ได้มาซึ่งความเร็วสูงสุดที่คาดการณ์ว่าเกินกว่า 311 ไมล์ต่อชั่วโมง ด้วยโครงสร้าง Monocoque ที่ใช้วัสดุน้ำหนักเบาอย่างไทเทเนียมและคาร์บอนไฟเบอร์ Bolide นำเสนอรูปลักษณ์ที่ราวกับมาจากโลกอนาคต พร้อมสมรรถนะที่ได้รับการกล่าวขานว่าเหนือมนุษย์ รวมถึงอัตราเร่ง 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมง ที่น้อยกว่า 2 วินาที
Koenigsegg Jesko Absolut — 330 MPH (ประมาณ 531 กม./ชม.) (เคลม)
Koenigsegg Jesko Absolut คือผู้ที่ครองตำแหน่งสุดยอดรถยนต์ที่เร็วที่สุดในโลก จากการเคลมของ Koenigsegg Engine V8 Twin-Turbo ขนาด 5.0 ลิตร จับคู่กับเกียร์ Light Speed อันเป็นเอกลักษณ์ สามารถรีดกำลังได้สูงสุดถึง 1,600 แรงม้า เมื่อใช้เชื้อเพลิง E85 Biofuel สิ่งที่น่าทึ่งไม่แพ้กันคือแอโรไดนามิกส์ของ Jesko ซึ่งในรุ่น Jesko Attack สามารถสร้างแรงกดได้มากกว่า 3,000 ปอนด์ แม้ว่า Jesko ทั้ง 125 คันจะถูกจำหน่ายหมดแล้ว แต่เราคาดการณ์ว่ารุ่นมาตรฐานจะสามารถทำความเร็วได้ถึง 278 ไมล์ต่อชั่วโมง ส่วนรุ่น Absolut ที่ได้รับการปรับปรุงด้านแอโรไดนามิกส์และลดแรงต้านอากาศ ได้รับการคาดการณ์ว่าจะสามารถทำความเร็วได้ถึง 330 ไมล์ต่อชั่วโมง Koenigsegg คาดว่าจะมีการทดสอบความเร็วอย่างเป็นทางการสำหรับ Jesko Absolut ในเร็วๆ นี้
บทสรุป
โลกของสุดยอดรถยนต์ที่เร็วที่สุดในโลก คือสนามประลองที่ไม่เคยหยุดนิ่ง การแข่งขันเพื่อก้าวข้ามขีดจำกัดความเร็วได้ผลักดันให้เกิดนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่น่าทึ่งมากมาย ซึ่งส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมยานยนต์โดยรวม การได้เห็นรถยนต์เหล่านี้ทะยานไปบนถนนหรือสนามแข่ง คือประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นสำหรับทุกคนที่หลงใหลในสมรรถนะที่ไร้ขีดจำกัด
สำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์ความเร็วระดับโลก หรือกำลังมองหาสุดยอดซูเปอร์คาร์/ไฮเปอร์คาร์ ที่สะท้อนถึงความสำเร็จและความหลงใหลในยานยนต์ การศึกษาข้อมูล การเข้าร่วมงานแสดงรถยนต์ระดับนานาชาติ หรือแม้แต่การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญในวงการ คือก้าวแรกที่คุณสามารถเริ่มต้นได้ อย่าพลาดโอกาสที่จะได้เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ยานยนต์อันน่าทึ่งนี้!