![N0104609[ตอนต่อไป] วเลวๆท ไม ควรม #มายป ณย ปานวาด #หน งส นสะท อนส งคม part 2](https://filmthai2.khoaluantotnghiep.net/wp-content/uploads/2026/04/fb_natural_20260401_095107.jpg)
อนาคตที่มาถึงก่อนเวลา: 12 รถยนต์ที่ท้าทายขีดจำกัดแห่งกาลเวลา
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการยานยนต์มาเกือบหนึ่งทศวรรษ ผมได้เห็นวิวัฒนาการของรถยนต์มาอย่างต่อเนื่อง เทคโนโลยีใหม่ๆ เกิดขึ้นและหายไป นวัตกรรมหลายอย่างที่เคยถูกมองว่าล้ำยุคเกินไป กลับกลายเป็นมาตรฐานในปัจจุบัน วันนี้ ผมอยากจะพาทุกท่านย้อนเวลากลับไปสำรวจรถยนต์ 12 รุ่นที่กล้าที่จะแตกต่าง ท้าทายกรอบความคิดเดิมๆ และเป็นแรงบันดาลใจให้กับวงการยานยนต์มาจนถึงทุกวันนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “รถยนต์ที่ล้ำยุคเกินไป” ซึ่งเป็นแกนหลักของบทความนี้
Lamborghini Countach (1974-1990): ต้นแบบซูเปอร์คาร์แห่งอนาคต
เมื่อพูดถึง “รถยนต์ที่ล้ำยุคเกินไป” ชื่อของ Lamborghini Countach ต้องถูกหยิบยกขึ้นมาอย่างแน่นอน ในช่วงต้นทศวรรษ 1970 ดีไซน์แบบ “อวกาศ” ของ Countach ไม่ใช่แค่ทำให้โลกยานยนต์ตะลึง แต่ยังวางรากฐานให้กับวิศวกรรมซูเปอร์คาร์มาจนถึงปัจจุบัน การเปิดตัวต้นแบบในปี 1971 และรุ่นผลิตจริงในปี 1974 พร้อมกับเครื่องยนต์ V12 วางกลางลำเหมือนรุ่นก่อนอย่าง Miura แต่การออกแบบภายนอกนั้นแปลกใหม่ไร้ที่ติ
Countach เปรียบเสมือนการประกาศศักดาของวิศวกรรมรถสปอร์ต มันมีรูปทรงแบบลิ่ม (wedge-shaped) ที่ดูล้ำยุค เส้นสายที่เฉียบคม และประตูแบบปีกนก (scissor doors) ที่กลายเป็นเอกลักษณ์ การมาถึงของ Countach บีบให้คู่แข่งอย่าง Ferrari ต้องปรับทิศทางการพัฒนารถยนต์ไปสู่เครื่องยนต์วางกลางลำ และเลิกให้ความสำคัญกับรถยนต์เครื่องยนต์วางหน้าแบบเดิมๆ รถสปอร์ตสมรรถนะสูงแทบทุกคันในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น BMW, Porsche, Fiat, Toyota, หรือแม้แต่ Chevrolet Corvette รุ่นใหม่ล่าสุด ล้วนได้รับอิทธิพลจากการออกแบบของ Countach ทั้งสิ้น
สมรรถนะของ Countach ก็ไม่ธรรมดา เครื่องยนต์ V12 DOHC ขนาด 4 ลิตร ให้กำลัง 375 แรงม้าในปี 1974 สามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ได้ใน 5.6 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้เกิน 290 กม./ชม. ซึ่งถือว่าน่าประทับใจมากเมื่อเทียบกับรถยนต์สมรรถนะสูงในปัจจุบัน
แม้ว่า Countach จะมีชื่อเสียงด้านดีไซน์และสมรรถนะ แต่ก็มีข้อจำกัดในด้านการใช้งานจริง เช่น ทัศนวิสัยการขับขี่ที่จำกัด และแป้นคลัตช์ที่หนักหน่วง อย่างไรก็ตาม ข้อบกพร่องเหล่านี้ถูกมองข้ามไปเมื่อเทียบกับภาพลักษณ์อันโดดเด่นและสไตล์ที่เหนือกว่าใคร Lamborghini ยังคงสานต่อตำนานเครื่องยนต์ V12 วางกลางลำผ่านรุ่น Diablo, Murciélago, และ Aventador และในปี 2021 แบรนด์กระทิงดุได้ประกาศการกลับมาของชื่อ Countach อีกครั้งในรุ่นพิเศษที่ผสมผสานดีไซน์ย้อนยุคแบบเรโทรฟิวเจอร์ริสติกเข้ากับขุมพลังไฮบริด
Bugatti Type 35 (1924-1930): รถแข่งระดับตำนานแห่งยุค 20
Bugatti Type 35 คือหนึ่งใน “รถยนต์ที่ล้ำยุคเกินไป” ในยุค 1920s ที่ซึ่งผู้คนส่วนใหญ่ยังคงใช้รถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยม้า (horseless carriages) Ettore Bugatti นักออกแบบชาวฝรั่งเศส-อิตาลี ต้องการประสบความสำเร็จในการแข่งขัน Grand Prix ในยุคแรกๆ และ Type 35 คือเครื่องมือสำคัญของเขา รถรุ่นนี้คว้าชัยชนะในการแข่งขันมากกว่า 2,000 ครั้ง ตั้งแต่ปี 1924 ถึง 1930 รวมถึงการแข่งขันที่สนาม Nürburgring อันโด่งดังในเยอรมนี
หัวใจของ Type 35 คือเครื่องยนต์ 8 สูบเรียง SOHC ขนาด 2 ลิตร พร้อมคาร์บูเรเตอร์คู่ ให้กำลังประมาณ 95 แรงม้า ต่อมาได้รับการปรับปรุงเป็นรุ่น 2.3 ลิตร พร้อมซูเปอร์ชาร์จเจอร์ ทำให้มีกำลังถึง 140 แรงม้า ซึ่งถือเป็นสมรรถนะที่หาได้ยากยิ่งในยุค 1920s เพื่อลดน้ำหนัก ล้อและตัวถังทำจากอะลูมิเนียม ขณะที่ระบบเบรกดรัมแบบมีรูระบายอากาศพิเศษช่วยเพิ่มความทนทานในการแข่งขัน รถแข่งสองที่นั่งรุ่นนี้มีน้ำหนักเพียง 725 กิโลกรัม และสามารถทำความเร็วได้เกิน 200 กม./ชม.
Bugatti Type 35 ถูกผลิตขึ้นเพียง 340 คันจนถึงปี 1930 รถยนต์แท้ๆ ในปัจจุบันจึงหายากและมีราคาสูงมาก โชคดีที่บริษัท Pur Sang จากอาร์เจนตินา ยังคงผลิตรถยนต์ Type 35 แบบจำลองที่สร้างขึ้นด้วยมืออย่างพิถีพิถัน ชื่อ Bugatti ในปัจจุบันเป็นของ Volkswagen และได้ผลิตซูเปอร์คาร์ที่ทันสมัยและล้ำยุค เช่น Veyron และ Chiron
Honda Insight (2000-2005): การบุกเบิกรถยนต์ไฮบริดอย่างแท้จริง
แม้ว่า Toyota Prius จะออกสู่ตลาดก่อน Honda Insight แต่ Insight คือรถยนต์รุ่นแรกที่ออกแบบมาเพื่อเป็นรถยนต์ไฮบริดโดยเฉพาะ (Prius ในยุคนั้นใช้แชสซีส์ที่ดัดแปลงมาจาก Corolla) Insight มุ่งมั่นในการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงสูงสุด ด้วยวิศวกรรมที่ล้ำสมัย
Honda เลือกใช้โครงสร้างตัวถังอะลูมิเนียมแบบ Space Frame ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากรถสปอร์ต NSX เพื่อให้มีน้ำหนักเบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ ตัวถังคูเป้ 3 ประตูนี้มีน้ำหนักไม่ถึง 900 กิโลกรัม เครื่องยนต์ 1 ลิตร 3 สูบ ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 10 กิโลวัตต์ที่เพลาข้อเหวี่ยง ในช่วงแรก Insight มีเฉพาะเกียร์ธรรมดา 5 สปีด ก่อนที่จะมีรุ่นเกียร์ CVT ในปี 2001
ด้วยน้ำหนักที่เบา รูปทรงตามหลักอากาศพลศาสตร์ และระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า Insight รุ่นแรกมีอัตราการประหยัดน้ำมันตามมาตรฐาน EPA ถึง 24 กม./ลิตร และสามารถทำตัวเลขได้ดีกว่านั้นอีกเมื่อขับขี่บนทางหลวง อย่างไรก็ตาม Insight ก็มีข้อเสียเปรียบเมื่อเทียบกับ Prius ที่เป็นซีดาน 4 ประตู ดูทันสมัยกว่า และมีเกียร์อัตโนมัติเป็นทางเลือก ทำให้ Prius สามารถทำยอดขายได้เหนือกว่า Insight อย่างชัดเจน
AMC Eagle (1980-1988): ต้นกำเนิดรถ Crossover SUV
ปัจจุบัน รถยนต์ประเภท Crossover SUV แบบ 5 ประตูกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่ในปี 1980 การออกแบบรถสเตชั่นแวกอนยกสูงของ AMC Eagle ถือเป็นเรื่องใหม่ แนวคิดคือการสร้างรถครอบครัวขนาดใหญ่ที่สามารถขับขี่ได้ทั้งบนทางหลวง ทางลูกรัง และลุยหิมะได้โดยไม่มีปัญหา
ในศตวรรษที่ 20 ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ (4WD) มักจะสงวนไว้สำหรับรถจี๊ปและรถกระบะเท่านั้น แต่เมื่อรถยนต์อย่าง Eagle ถือกำเนิดขึ้น ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อก็กลายเป็นคุณสมบัติที่น่าปรารถนาสำหรับรถยนต์ใช้งานในชีวิตประจำวัน Eagle ถูกสร้างขึ้นบนแชสซีส์ของ AMC Concorde และมีตัวถังให้เลือกทั้งแบบคูเป้ ซีดาน และสเตชั่นแวกอน โดยเฉพาะรุ่นสเตชั่นแวกอนที่มักจะคุ้นตา แต่รุ่นคูเป้ที่มีสไตล์ “รถบรรทุกมอนสเตอร์ผสมสปอร์ต” ก็มีความเป็นเอกลักษณ์เช่นกัน
Eagle ใช้ระบบถ่ายโอนกำลังแบบเลือกขับเคลื่อนสองล้อ/สี่ล้อ (selectable RWD/4WD) ซึ่งคล้ายกับที่ใช้ในรถ Jeep ของ AMC ระบบขับเคลื่อนนี้จับคู่กับเครื่องยนต์ 2.5 ลิตร “Iron Duke” 4 สูบ จาก General Motors หรือเครื่องยนต์ 4.2 ลิตร 6 สูบเรียง ซึ่งใช้ร่วมกับรถ Jeep หลายรุ่น
AMC Eagle ได้คาดการณ์ทิศทางของรถยนต์สำหรับเดินทางในศตวรรษที่ 21 แต่ก็ไม่สามารถช่วย AMC ให้รอดพ้นจากภาวะล้มละลายได้ ในปี 1987 Chrysler ได้เข้าซื้อกิจการที่เหลือของ AMC โดยส่วนใหญ่เพื่อได้สิทธิ์ในชื่อ Jeep และ Chrysler ยังคงผลิต Eagle ต่อไปอีกหนึ่งปี ก่อนจะยุติการผลิตในปี 1988
GM EV1 (1997-2002): จุดเริ่มต้นของรถยนต์ไฟฟ้าสมัยใหม่
GM EV1 เป็นครั้งแรกที่ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่พยายามทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบในฐานะผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ แม้จะไม่ประสบความสำเร็จนัก ในปี 1997 นิตยสาร Car and Driver กล่าวว่า EV1 คือ “จุดเริ่มต้นของสิ่งที่ยิ่งใหญ่” และพวกเขาก็พูดถูก แต่ก็ต้องใช้เวลาอีกทศวรรษกว่าที่รถยนต์ไฟฟ้าจะก้าวเข้ามาสู่กระแสหลัก
GM ได้ติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้า 137 แรงม้า ลงในตัวถังคูเป้ที่มีน้ำหนักเบา คล้ายกับ Honda Insight มอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนล้อหน้าโดยตรง และใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ตะกั่ว-กรดที่ยังล้าสมัย ซึ่งสามารถชาร์จได้ด้วยแท่นเหนี่ยวนำและชุดจ่ายไฟแบบพิเศษที่ติดตั้งไว้ที่ด้านหน้าของรถ
จากการทดสอบของ Car and Driver EV1 มีอัตราเร่งที่รวดเร็วพอสำหรับการจราจรในยุคปลายทศวรรษ 1990 แต่แบตเตอรี่มีระยะทางวิ่งเพียงประมาณ 96 กิโลเมตร ซึ่งเพียงพอสำหรับการเดินทางระยะสั้น แต่ในขณะนั้น โครงสร้างพื้นฐานการชาร์จเร็วแทบจะไม่มีอยู่เลย
GM ปล่อย EV1 ด้วยวิธีการที่ไม่เหมือนใคร วิธีเดียวที่จะได้ครอบครองรถคันนี้คือการเช่าในราคา 399 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน และจำกัดเฉพาะในฝั่งตะวันตกของสหรัฐอเมริกา การผลิตมีจำนวนจำกัด โดยมี 660 คันสำหรับปี 1997 และอีก 457 คันสำหรับปี 1999 รุ่นปี 1999 ได้รับการอัปเกรดแบตเตอรี่เป็นแบบ Nickel-metal hydride ทำให้มีระยะทางวิ่งที่ดีขึ้น
หลังจากสัญญาเช่า EV1 หมดลง นโยบายของ General Motors คือการนำรถยนต์เหล่านั้นกลับคืนมาและทำลายทิ้ง มีเพียงไม่กี่คันที่ได้รับการเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์ และอีกไม่กี่คันที่รอดพ้นจากเครื่องบดมาอยู่ในมือของนักสะสมส่วนตัว
EV1 กลายเป็นประเด็นของสารคดีปี 2006 เรื่อง “Who Killed the Electric Car?” ซึ่งตั้งข้อสงสัยว่า GM จงใจทำลายความพยายามของตนเองเพื่อเอาใจอุตสาหกรรมน้ำมัน แม้ว่าจะไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่คาดหวัง แต่ EV1 ได้ปูทางสู่รถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตจำนวนมาก เช่น Tesla Model S และ Chevrolet Bolt ทำให้ EV1 สมควรได้รับที่ทางในประวัติศาสตร์ยานยนต์
Buick Riviera CRT (1986-1990): จุดประกายหน้าจอสัมผัสยุคแรก
เมื่อมองเผินๆ Buick Riviera CRT รุ่นปี 1986-1990 อาจดูไม่แตกต่างจากรถยนต์ขับเคลื่อนล้อหน้ารุ่นอื่นๆ ของ Buick ในยุคนั้น แต่เมื่อมองเข้าไปภายใน คุณจะพบกับเทคโนโลยีล้ำยุคที่หลุดออกมาจากอนาคต นั่นคือคอนโซลภายในที่ควบคุมด้วยหน้าจอสัมผัส ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นคุณสมบัติมาตรฐานในปี 2022 แต่ในปี 1986 ถือเป็นเรื่องใหญ่มาก
ระบบหน้าจอสัมผัสนี้เรียกว่า “Graphical Control Center” แสดงข้อมูลสำคัญต่างๆ เช่น ระดับน้ำมันเชื้อเพลิง การควบคุมอุณหภูมิ แสงนาฬิกา และการตั้งค่าเครื่องเสียง ทั้งหมดแสดงผลด้วยสีเขียวสดใส ผู้ขับขี่สามารถเปลี่ยนการตั้งค่าต่างๆ ได้ด้วยปลายนิ้วสัมผัสที่หน้าจอ ซึ่งจะมีเสียงบี๊บดังน่ารำคาญทุกครั้งที่มีการเลือก
เนื่องจากหน้าจอ LCD แบบแบนยังไม่แพร่หลายในปี 1986 Buick จึงต้องติดตั้งจอภาพแบบหลอดรังสีแคโทด (CRT) เข้าไปในแผงหน้าปัด ส่งผลให้การตอบสนองของอินเทอร์เฟซนั้นช้าและเรียบง่ายเกินไปเมื่อเทียบกับคอนโซลสมัยใหม่ แต่แนวคิดของหน้าจอสัมผัสก็ปรากฏขึ้นมาก่อนเวลาหลายทศวรรษ
หน้าจอสัมผัสยังถูกนำไปใช้ในรถสปอร์ต Reatta ที่ไม่ประสบความสำเร็จในปี 1989 และต่อมาทั้ง Reatta และ Graphical Control Center ก็ถูกยกเลิกการผลิตไปอย่างเงียบๆ หากอินเทอร์เฟซนี้ได้รับการพัฒนาต่อเนื่องตลอดช่วงทศวรรษ 1990 บางที Buick อาจกลายเป็นผู้นำเทรนด์การออกแบบไปแล้วก็ได้
Ford Mustang SVO (1984-1986): พลังสี่สูบที่ท้าทาย V8
ตลอดประวัติศาสตร์ของ Ford Mustang รุ่นที่น่าปรารถนาที่สุดมักจะเป็นรุ่นเครื่องยนต์ V8 แน่นอนว่ามีรุ่นพื้นฐานที่ใช้เครื่องยนต์ 4 หรือ 6 สูบ แต่ก็ไม่สามารถเทียบกับเสียงและสมรรถนะของ V8 ได้ ในปี 1984 SVO พยายามที่จะเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์นั้น
SVO ย่อมาจาก Special Vehicle Operations ทีมที่ออกแบบรถรุ่นนี้มีเป้าหมายที่จะดึงสมรรถนะของรถกล้ามเนื้อ (muscle car) ออกมาจากเครื่องยนต์ 4 สูบขนาดเล็ก ทีมงานนำเครื่องยนต์ 2.3 ลิตรที่พัฒนามาจากเครื่องยนต์ของ Pinto ซึ่งเป็นเครื่องยนต์พื้นฐานของ Fox Mustang มาติดตั้งเทอร์โบชาร์จเจอร์พร้อมอินเตอร์คูลเลอร์ ผลลัพธ์ที่ได้คือเครื่องยนต์ที่ให้กำลัง 175 แรงม้า ซึ่งเทียบเท่ากับเครื่องยนต์ V8 ขนาด 5.0 ลิตรในยุคนั้น แต่มีปริมาตรกระบอกสูบเล็กกว่าครึ่งหนึ่ง
SVO ยังได้รับการอัปเกรดระบบกันสะเทือน ล้อดีไซน์เฉพาะ ช่องระบายอากาศบนฝากระโปรงหน้าสำหรับอินเตอร์คูลเลอร์ ชุดแอโรพาร์ทด้านหน้า และสปอยเลอร์ขนาดใหญ่ด้านหลัง มีเพียงเกียร์ธรรมดา 5 สปีด เป็นทางเลือกเดียว SVO กลายเป็น Mustang รุ่นที่หายาก โดยมียอดขายไม่ถึง 10,000 คันตั้งแต่ปี 1984 ถึง 1986
แม้ว่าเครื่องยนต์ 4 สูบจะให้สมรรถนะเทียบเท่า V8 ได้ แต่ก็ไม่ได้รับความนิยมเท่า เหตุผลประการหนึ่งอาจมาจากราคาที่ SVO ตั้งไว้สูงกว่ารุ่น 5.0 ลิตร อย่างไรก็ตาม DNA ของ SVO ยังคงส่งต่อมายัง Mustang รุ่นปัจจุบัน ที่ได้เปลี่ยนเครื่องยนต์ V6 พื้นฐานมาเป็นเครื่องยนต์เทอร์โบ 2.3 ลิตรอีกครั้ง
Citroën SM (1973): ความหรูหราและเทคโนโลยีล้ำยุคแห่งฝรั่งเศส
ในปี 1973 Citroën SM ดูเหมือนเป็นการเขียนนิยามใหม่ของรถยนต์ มีเทคโนโลยีขั้นสูงมากมายใส่เข้ามาในรถคูเป้หรูสัญชาติฝรั่งเศสนี้มากเกินไปเสียด้วยซ้ำ แม้จะใช้พื้นฐานจากรุ่น DS แต่ SM ก็แทบไม่เหมือนกันเลย โดยตัวถังได้รับการปรับปรุงเพื่อหลักอากาศพลศาสตร์ที่ดียิ่งขึ้น
จุดเด่นที่สุดของ SM คือระบบกันสะเทือนแบบไฮโดร-นิวแมติก (hydro-pneumatic) ที่สามารถดูดซับแรงกระแทกทุกอย่างบนทางหลวงได้อย่างนุ่มนวล ระบบนี้ถูกออกแบบมาให้ปรับระดับความสูงของรถอัตโนมัติ ไม่ว่าจะนั่งผู้โดยสารคนเดียวหรือสามคนก็ตาม ล้อของ SM ยังเป็นหนึ่งในการใช้คาร์บอนไฟเบอร์ในรถยนต์ยุคแรกๆ ซึ่งช่วยลดน้ำหนักเมื่อเทียบกับเหล็ก
ส่วนที่ได้รับความนิยมน้อยกว่าคือ “ปุ่มเบรก” Citroën เลือกที่จะเปลี่ยนแป้นเบรกที่ใช้งานได้ดีอยู่แล้ว ให้เป็นเหมือนปุ่มยางที่อยู่บนพื้น ซึ่งมีลักษณะ “ไวต่อแรงกด แต่แทบไม่มีระยะการเคลื่อนไหว ดูเหมือนจะรับข้อมูลจากคุณแล้วจัดการที่เหลือด้วยตัวเอง”
SM มีความแปลกประหลาดเกินไปสำหรับสาธารณชน และเป็นความล้มเหลวที่มีราคาแพงสำหรับ Citroën มันถูกยกเลิกการผลิตหลังจากออกสู่ตลาดเพียงสองปี โดยมียอดขายไม่ถึง 13,000 คัน อย่างไรก็ตาม ระบบกันสะเทือนของ Citroën ก็ถือเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม ระบบที่คล้ายคลึงกันได้ถูกนำมาใช้ในรถยนต์หรูหลายรุ่นในปัจจุบัน เพื่อมอบความสบายระดับพรีเมียม
Chrysler Airflow (1934): ต้นแบบแห่งอากาศพลศาสตร์
ในช่วงทศวรรษ 1930 ดูเหมือนว่าอุตสาหกรรมยานยนต์จะยังไม่เคยได้ยินคำว่า “อากาศพลศาสตร์” หรือ “ประสิทธิภาพ” แต่ Chrysler ต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งนั้น ในปี 1934 พวกเขาได้เปิดตัว Airflow ซึ่งเป็นรถยนต์คันแรกที่ออกแบบโดยใช้การทดสอบในอุโมงค์ลม นอกจากนี้ยังใช้โครงสร้างตัวถังแบบ Unibody ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ธรรมดาในยุคนั้น
Chrysler พิสูจน์สมรรถนะของตนเองที่ Bonneville โดยรถคันนี้สามารถวิ่งได้เกิน 150 กม./ชม. ในระยะทางหนึ่งไมล์ เครื่องยนต์ในตอนแรกเป็นแบบ 8 สูบเรียง ขนาด 4.9 ลิตร ให้กำลัง 122 แรงม้า มีตัวเลือกเกียร์ 3 และ 4 สปีด พร้อมตัวถังแบบคูเป้และซีดาน
Airflow มีสไตล์การออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ของยุค 1930s แต่ถูกยืดและบีบในรูปแบบต่างๆ เพื่อลดแรงต้านอากาศ สาธารณชนและสื่อมวลชนต่างชื่นชมรูปลักษณ์ที่แปลกตาในตอนแรก แต่เมื่อถึงเวลาซื้อ ยอดขายกลับไม่ดีนัก เช่นเดียวกับรถยนต์หลายรุ่นในบทความนี้ Airflow มีความแปลกประหลาดเกินไปสำหรับยุคสมัย
Chrysler พยายามปรับปรุงดีไซน์ในเวลาต่อมา โดยปรับกระจังหน้าและไฟหน้าใหม่ แต่ยอดขายยังคงลดลง และ Airflow ก็ถูกยกเลิกการผลิตหลังจากปี 1937 โดยมียอดขายรวมไม่ถึง 30,000 คัน ในที่สุด Chrysler ก็ได้รับการพิสูจน์ เพราะประสิทธิภาพตามหลักอากาศพลศาสตร์กลายเป็นหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญที่สุดของการออกแบบรถยนต์สมัยใหม่ ในเดือนมกราคม 2022 Chrysler ได้รำลึกถึง Airflow ด้วยการนำชื่อนี้ไปตั้งให้กับรถยนต์ไฟฟ้าคอนเซ็ปต์รุ่นใหม่
Tucker 48 (1948): นวัตกรรมความปลอดภัยที่มาก่อนกาล
Tucker 48 หรือที่รู้จักในชื่อ “Torpedo” เป็นผู้บุกเบิกคุณสมบัติด้านความปลอดภัยในรถยนต์ เช่น เข็มขัดนิรภัย กระจกที่เด้งออกได้ และเบรกแบบดิสก์ พร้อมไฟหน้าดวงที่สามที่หมุนตามทิศทางการบังคับเลี้ยว เป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็น “Vaporware” (ผลิตภัณฑ์ที่ประกาศแต่ไม่เคยมีจริง) และบริษัทรถยนต์เกิดใหม่ของ Preston Tucker ก็ไม่สามารถพัฒนาศักยภาพได้อย่างเต็มที่
Tucker 48 เป็นหนึ่งในรถยนต์อเมริกันรุ่นแรกๆ ที่ใช้เครื่องยนต์วางหลัง โดยมีเครื่องยนต์ Flat-Six ขนาดใหญ่ 5.5 ลิตร ติดตั้งอยู่ด้านหลังเบาะนั่ง เครื่องยนต์เหล่านี้ถูกนำมาจากเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ และได้รับการดัดแปลงให้เป็นระบบระบายความร้อนด้วยน้ำ ก่อนจะจับคู่กับเกียร์ Cord Select-Shift ด้วยระบบส่งกำลังนี้ รถคันนี้มีความเร็วสูงอย่างไม่น่าเชื่อสำหรับยุคนั้น และทำความเร็วได้สูงสุดถึง 190 กม./ชม.
บุคลิกที่มีเสน่ห์ของ Preston Tucker และแนวคิดทางเทคโนโลยีล้ำสมัยของเขา สามารถดึงดูดความสนใจของผู้คนได้ แต่เมื่อการพัฒนาดำเนินไปและเงินทุนเริ่มร่อยหรอ ผู้คนก็เริ่มตั้งคำถามว่ารถคันนี้จะผลิตออกมาได้จริงหรือไม่ เรื่องราวทั้งหมดมาถึงจุดแตกหักเมื่อ SEC พยายามฟ้องร้อง Tucker ในข้อหาฉ้อโกงนักลงทุน แต่เขาสามารถหลีกเลี่ยงข้อฟ้องร้องได้ เนื่องจากเขามีรถยนต์ 51 คันที่แสดงให้เห็นถึงผลงาน และหลายคันก็ถูกส่งมอบให้กับลูกค้าแล้ว
อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงเวลานั้น เงินทุนของบริษัท Tucker ก็หมดลง และชื่อเสียงของเขาก็แปดเปื้อน ส่งผลให้รถยนต์ 51 คันในปี 1950 เป็นเพียงรุ่นเดียวที่เคยถูกสร้างขึ้น ส่วนใหญ่ยังคงมีอยู่ และบางคันก็มีการซื้อขายกันในราคาสูงถึงหลายล้านดอลลาร์
Chrysler Turbine Car (1963-1964): รถยนต์พลังกังหันก้าวล้ำ
รถยนต์รุ่นผลิตจำนวนจำกัดคันนี้ราวกับหลุดออกมาจากปี 3000 มาสู่เวทีแสดงรถยนต์ในปี 1963 รถคันนี้ไม่มีอะไรเหมือนที่สาธารณชนเคยเห็นมาก่อน หรือเคยเห็นนับตั้งแต่นั้นมา มันไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์สันดาปภายในทั่วไป แต่ใช้กังหันก๊าซ (gas turbine) เพื่อขับเคลื่อนล้อหลัง ในเชิงกลไก มันเหมือนกับเครื่องบินเจ็ตขนาดย่อส่วน
แทนที่จะใช้แรงขับของกังหันในการผลักดันรถเหมือนเครื่องบินโดยสารขนาดใหญ่ เครื่องยนต์จะหมุนชุดเกียร์อัตโนมัติ 3 สปีด และเพลาขับ ในลักษณะนี้ รถก็ขับเคลื่อนคล้ายกับรถยนต์ทั่วไปในยุคนั้น แต่สื่อมวลชนและเจ้าของรถสังเกตว่ามันทำงานได้ราบรื่นและเงียบกว่าเครื่องยนต์ลูกสูบมาก กังหันหมุนด้วยความเร็วสูงมาก สูงถึง 60,000 รอบต่อนาที สำหรับรอบเครื่องยนต์ทั้งหมดนี้ ผู้ขับขี่จะได้รับกำลัง 130 แรงม้า และแรงบิด 425 ปอนด์-ฟุต ซึ่งน่าประทับใจมาก
หนึ่งในคุณสมบัติที่น่าสนใจที่สุดของเครื่องยนต์ใหม่นี้คือ มันสามารถใช้น้ำมันเชื้อเพลิงได้หลากหลายประเภท: น้ำมันเบนซิน ดีเซล น้ำมันก๊าด น้ำมันพืช หรือแอลกอฮอล์ ตามตำนาน ประธานาธิบดี Adolfo Mateos แห่งเม็กซิโก ได้รับการยืมรถ Turbine Car ไปเพื่อสาธิต และ Mateos สามารถพิสูจน์ความสามารถของรถได้โดยการเติมน้ำมันถังด้วยเตกีลาของเม็กซิโกและออกขับขี่
ตัวถังคูเป้ที่มีเอกลักษณ์ของ Turbine Car ได้รับการออกแบบโดย Ghia บริษัทผู้ผลิตตัวถังรถหรูจากอิตาลี มีรูปลักษณ์ที่ล้ำยุค แต่ก็ยังคงความเป็น ’60s ไว้ได้อย่างชัดเจน ลายเครื่องบินไอพ่นยังคงปรากฏในท่อไอเสียขนาดใหญ่ที่ยื่นออกมาจากด้านหลัง และช่องดักอากาศปลอมรอบไฟหน้า แม้กระทั่งคันเกียร์ภายในก็เลียนแบบคันเร่งของเครื่องบิน
น่าเสียดายที่อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงที่ค่อนข้างสูงและอุณหภูมิการทำงานที่สูงเกินไป ทำให้เครื่องยนต์กังหันถูกตัดสินว่าไม่เหมาะสมสำหรับการผลิตจำนวนมาก มีการผลิต Turbine Car ประมาณ 50 คันในปี 1963 และ 1964 แต่เช่นเดียวกับ EV1 Chrysler ได้นำรถยนต์กลับคืนมาและรื้อถอน มีเพียง 9 คันเท่านั้นที่ทราบว่ายังคงอยู่ โดย 3 คันยังคงอยู่ในมือของบริษัท ในขณะที่อีก 6 คันอยู่ที่พิพิธภัณฑ์และคอลเลกชันต่างๆ
แม้ว่าเครื่องยนต์กังหันอาจถูกละทิ้งไป แต่มันก็แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของพลังงานทางเลือก ซึ่งรวมถึงน้ำมันพืชและอนุพันธ์ของเอทานอล เมื่อก้าวเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 แหล่งพลังงานทางเลือกเหล่านี้ได้ถูกสำรวจอย่างจริงจังยิ่งขึ้น เพื่อแสวงหาประสิทธิภาพที่ดีขึ้นและการปล่อยมลพิษที่ต่ำลง
Electrobat (1894): ผู้บุกเบิกยุคแรกของรถยนต์ไฟฟ้า
ผู้ที่ไม่ค่อยติดตามประวัติศาสตร์ยานยนต์อย่างใกล้ชิด อาจเชื่อว่า GM หรือ Tesla เป็นผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าคันแรกๆ แต่ความจริงคือระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าถูกทดลองมาตั้งแต่ยุคแรกๆ ของอุตสาหกรรมรถยนต์ หนึ่งในตัวอย่างแรกสุดคือ Electrobat ที่สร้างขึ้นในปี 1894 รถยนต์ไร้ม้าคันนี้สามารถนั่งได้สองคน และมีน้ำหนักมากถึง 2,000 กิโลกรัม โดย 725 กิโลกรัมเป็นแบตเตอรี่
รุ่นปี 1896 ที่พัฒนาต่อมา คือ Electrobat II ประสบความสำเร็จในการลดน้ำหนักลงเหลือประมาณ 815 กิโลกรัม และดูเหมือนพร้อมสำหรับการผลิต รุ่นที่อัปเกรดนี้ใช้มอเตอร์ไฟฟ้า 1.1 กิโลวัตต์สองตัวเพื่อขับเคลื่อนล้อหลัง และมีแบตเตอรี่ตะกั่ว-กรดเพียงพอสำหรับระยะทางวิ่ง 40 กิโลเมตร นักออกแบบของ Electrobat ได้นำเสนอผลงานของตนเองเป็นทางเลือกสำหรับการขนส่งสาธารณะ และในปี 1897 พวกเขาได้เปิดตัวบริการแท็กซี่พลังงานไฟฟ้าคันแรกในนิวยอร์กซิตี้ ภายในต้นทศวรรษ 1900 พวกเขามีรถ Electrobat มากถึง 600 คันวิ่งในนิวยอร์ก พร้อมกับการดำเนินงานขนาดเล็กในบอสตันและบัลติมอร์ รถแท็กซี่ Electrobat II สามารถยืดระยะทางวิ่งได้โดยใช้แบตเตอรี่ที่ถอดเปลี่ยนได้ ซึ่งสามารถสลับเปลี่ยนได้อย่างรวดเร็วที่สถานีแท็กซี่
แม้ว่าบริษัทแท็กซี่จะประสบความสำเร็จอย่างมหาศาล แต่จริงๆ แล้วมันขยายตัวเร็วเกินไปสำหรับกระแสเงินสดของตนเอง และการดำเนินงานทั้งหมดก็ล้มเหลวภายใต้น้ำหนักของตัวเอง ภายในปี 1907 Electrobat ก็หายไป ในเวลาเดียวกัน รถยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซินก็เริ่มกลายเป็นรูปแบบการเดินทางหลัก เมื่อสถานีเติมน้ำมันได้รับการจัดตั้งขึ้น พวกเขาก็พิสูจน์ตัวเองแล้วว่าสะดวกสบายกว่าแบตเตอรี่ตะกั่ว-กรดที่หนักและไม่มีประสิทธิภาพมาก มีรถยนต์ไฟฟ้าอีกหลายรุ่นที่ผลิตโดยบริษัทเล็กๆ ตลอดหลายทศวรรษ แต่ไม่มีรุ่นใดที่ประสบความสำเร็จในเชิงพาณิชย์เท่ากับรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปจากดีทรอยต์
หนึ่งศตวรรษต่อมา ตลาดเต็มไปด้วยรถยนต์ไฟฟ้า ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่เกือบทุกรายกำลังกระโดดเข้าสู่วังวนของรถยนต์ EV อย่างไรก็ตาม ปัญหาหลายอย่างที่รถยนต์ไฟฟ้าในอดีตเผชิญ ยังคงมีอยู่ ผู้ซื้อที่คาดหวังอาจยังคงกังวลเกี่ยวกับระยะทางวิ่งที่จำกัดของแบตเตอรี่ หรือเวลาที่ใช้ในการชาร์จเต็ม โชคดีที่ศตวรรษที่ 21 มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เช่น แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน และเครื่องชาร์จเร็วแรงดันสูง ช่วยปิดช่องว่างนี้ได้ ระยะทางวิ่งสามารถวัดได้เป็นหลายร้อยกิโลเมตร และโดยปกติแล้วแบตเตอรี่สามารถชาร์จให้เต็มได้ในชั่วข้ามคืน
รถยนต์เหล่านี้แสดงให้เห็นว่าความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีไม่ได้เกิดขึ้นแบบเส้นตรงเสมอไป บางครั้ง นวัตกรรมที่กล้าหาญที่สุดก็ต้องรอเวลาที่เหมาะสมเพื่อให้โลกพร้อมรับมัน หากคุณคือผู้ที่หลงใหลในนวัตกรรมยานยนต์และต้องการสัมผัสเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำนี้ ลองพิจารณาการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับรถยนต์รุ่นเหล่านี้ หรือแม้กระทั่งมองหารถยนต์รุ่นใหม่ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากพวกเขา เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางแห่งอนาคต.