![N2403492[ตอนต่อไป] ชายหน าเง part 2](https://filmthai2.khoaluantotnghiep.net/wp-content/uploads/2026/03/fb_natural_20260326_082905.jpg)
ภาพรวมตลาดรถยนต์ไทย ปี 2567: แบรนด์ใดเติบโต แบรนด์ใดถดถอย?
บทวิเคราะห์เชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญตลาดรถยนต์ 10 ปี
ปี 2567 เป็นปีที่ตลาดรถยนต์ไทยเผชิญกับความท้าทายครั้งใหม่ ตัวเลขยอดขายรวมจากสมาคมผู้ผลิตยานยนต์ไทย (Automotive Manufacturers Association – 3As) เผยให้เห็นภาพรวมที่น่าสนใจ โดยยอดขายรวมของสมาชิก 3As อยู่ที่ 463,646 คัน ลดลง 0.8% เมื่อเทียบกับปี 2566 ที่มียอดขาย 467,252 คัน นับเป็นครั้งแรกที่เราเห็นการหดตัวของยอดขายในกลุ่มสมาชิก 3As นับตั้งแต่ปี 2563 ซึ่งเป็นปีที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ส่งผลให้ยอดขายยานยนต์ลดลงถึง 47% ในปีนั้น
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจากข้อมูลอุตสาหกรรมโดยรวม ซึ่งรวมถึงยอดขายจากผู้ผลิตที่ไม่ได้เป็นสมาชิก 3As ตัวเลขจะแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ยอดขายรวมของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในปี 2567 พุ่งสูงถึง 491,395 คัน เพิ่มขึ้น 3.7% เมื่อเทียบกับยอดรวม 473,842 คันในปี 2566 แสดงให้เห็นว่าตลาดโดยรวมยังคงมีการเติบโต โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากกลุ่มผู้ผลิตที่ไม่ใช่สมาชิก 3As ที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนตัวเลขนี้
บทวิเคราะห์นี้จะเจาะลึกถึงแบรนด์รถยนต์ต่างๆ ในตลาดประเทศไทย ว่าแบรนด์ใดที่สามารถสร้างการเติบโตได้อย่างโดดเด่น และแบรนด์ใดที่เผชิญกับความท้าทายจนมียอดขายถดถอย โดยเราจะเน้นไปที่กลุ่มรถยนต์นั่ง (Passenger Cars) รถยนต์อเนกประสงค์ (MPVs) และรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ขนาดเล็ก (Light Commercial Vehicles) สำหรับการใช้งานส่วนบุคคล
แบรนด์รถยนต์ที่มียอดขายเติบโตอย่างแข็งแกร่งในปี 2567
BYD: การปฏิวัติวงการด้วยยอดขายที่ก้าวกระโดด
BYD สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในตลาดรถยนต์ไทย ด้วยยอดขายรวม 26,122 คันในปี 2567 คิดเป็นการเติบโตที่น่าทึ่งถึง 446% เมื่อเทียบกับปี 2566 และคิดเป็นสัดส่วนถึง 94.14% ของยอดขายทั้งหมดจากผู้ผลิตที่ไม่ใช่สมาชิก 3As แบรนด์สัญชาติจีนรายนี้ไม่เพียงแต่ผลักดันตัวเลขยอดขายรวมของอุตสาหกรรมให้เป็นบวก แต่ยังทะยานขึ้นสู่ตำแหน่งอันดับ 3 ในตารางยอดขายรวม แซงหน้าแบรนด์ใหญ่อย่าง Suzuki, Ford และ Nissan ไปได้อย่างสิ้นเชิง
ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของ BYD เกิดจากการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องในช่วง 1 ปีครึ่งที่ผ่านมา ควบคู่ไปกับการทำตลาดเชิงรุก การจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย และโปรโมชั่นที่ดึงดูดใจ (เช่น BYD Tech Tour) ตัวแทนจำหน่าย ACMobility ยังคงเดินหน้าขยายเครือข่ายสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charger) อย่างไม่หยุดยั้ง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสร้างความมั่นใจและส่งเสริมให้ผู้บริโภคตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าได้ง่ายขึ้น กลยุทธ์นี้สอดคล้องกับแนวโน้ม ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า 2567 และ รถยนต์ EV มาแรง ที่กำลังเป็นที่นิยม
กลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าและยานยนต์พลังงานทางเลือก (xEVs): ขุมพลังแห่งการเติบโต
แม้จะไม่ใช่แบรนด์รถยนต์ แต่กลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า (xEVs) ซึ่งรวมถึงรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEVs), รถยนต์ไฮบริด (HEVs) และรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEVs) สมควรได้รับคำกล่าวชมเชยเป็นพิเศษ สัดส่วนยอดขายของกลุ่ม xEVs ในปี 2567 คิดเป็น 12% ของยอดขายรวมทั้งหมด เพิ่มขึ้นจาก 5.5% ในปี 2566 หรือประมาณ 58,905 คัน การเติบโตนี้บ่งชี้ถึงความต้องการของผู้บริโภคที่หันมาให้ความสนใจกับเทคโนโลยียานยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
ที่น่าสนใจคือ Tesla ซึ่งเป็นการดำเนินงานเต็มปีแรกในประเทศไทย สามารถทำยอดขายได้ถึง 2,424 คัน ส่งผลให้แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติอเมริกันรายนี้ติดอันดับ 12 ในตารางยอดขายของ 3As (หรืออันดับ 13 หากนับรวม BYD) ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของ รถยนต์ไฟฟ้า Tesla ราคา และการเข้ามาของผู้เล่นรายใหม่ที่ส่งผลต่อ ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย
Kia: เติบโตอย่างมั่นคงในกลุ่มรถยนต์เพื่อการพาณิชย์
Kia มียอดขายรวม 7,810 คันในปี 2567 คิดเป็นการเติบโต 16.70% เมื่อเทียบกับปี 2566 การเติบโตนี้ส่วนใหญ่มาจากยอดขายรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ ซึ่งประกอบด้วยรถยนต์อเนกประสงค์ (Asian Utility Vehicles – AUVs), รถยนต์เพื่อการพาณิชย์ขนาดเล็ก (Light Commercial Vehicles – LCVs) และรถบรรทุกขนาดต่างๆ (Trucks and Buses) โดยยอดขายในกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นถึง 22.50% อย่างไรก็ตาม ยอดขายรถยนต์นั่งส่วนบุคคล (Passenger Cars) ของ Kia กลับลดลงถึง 43.20% แสดงให้เห็นถึงการปรับกลยุทธ์ที่มุ่งเน้นตลาดรถยนต์เพื่อการพาณิชย์เป็นหลัก
Honda, Toyota และ Suzuki: รักษาฐานลูกค้าด้วยยอดขายที่แข็งแกร่ง
แบรนด์รถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นยังคงครองส่วนแบ่งการตลาดได้อย่างเหนียวแน่น
Honda สามารถทำยอดขายเติบโตได้ทั้งในกลุ่มรถยนต์นั่ง (Passenger Cars) ที่เพิ่มขึ้น 1% และกลุ่มรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ (Commercial Vehicles) ที่เพิ่มขึ้น 7.6% ส่งผลให้ยอดขายรวมเติบโต 4.80% โดย Honda จัดกลุ่มรถยนต์อย่าง BR-V, HR-V และ CR-V อยู่ในหมวดรถยนต์เพื่อการพาณิชย์
Toyota และ Suzuki ซึ่งเป็นแบรนด์ที่ได้รับความนิยมอย่างสูง มียอดขายรวมเติบโต 5.20% และ 7.90% ตามลำดับ แม้ว่าทั้งสองแบรนด์จะมียอดขายรถยนต์นั่งลดลง (-22.20% สำหรับ Toyota และ -2.50% สำหรับ Suzuki) แต่ก็สามารถชดเชยได้ด้วยยอดขายในกลุ่มรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (+16.40% สำหรับ Toyota และ +17.20% สำหรับ Suzuki) การรักษาโมเมนตัมในกลุ่มรถยนต์เพื่อการพาณิชย์นี้ เป็นกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยให้ยอดขายรวมยังคงเติบโตได้
BMW และ Ferrari: กลุ่มรถหรูที่ยังคงเติบโต
สำหรับแบรนด์รถยนต์หรู แม้จะไม่ได้มียอดขายเป็นจำนวนมาก แต่ก็แสดงให้เห็นถึงการเติบโตที่น่าสนใจ
Ferrari สามารถทำยอดขายเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าจาก 16 คันในปี 2566 เป็น 32 คันในปี 2567 คิดเป็นการเติบโต 100%
BMW ซึ่งดำเนินกลยุทธ์การจัดกิจกรรมและโปรโมชั่นส่วนลดอย่างต่อเนื่อง สามารถเพิ่มยอดขายจาก 815 คันในปี 2566 เป็น 950 คันในปี 2567 คิดเป็นการเติบโต 16.6% การเติบโตนี้สะท้อนให้เห็นถึงกำลังซื้อในกลุ่ม รถยนต์พรีเมียม และความต้องการ รถยนต์หรูในกรุงเทพ ที่ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง
Jetour: อีกหนึ่งดาวเด่นจากจีน
นอกเหนือจาก BYD แล้ว Jetour เป็นอีกแบรนด์สัญชาติจีนที่สามารถสร้างการเติบโตได้อย่างโดดเด่นในปี 2567 โดยมียอดขายรวม 1,791 คัน คิดเป็นการเติบโต 5.20% เมื่อเทียบกับปี 2566 แม้ว่า Changan จะมียอดขายเพิ่มขึ้นเช่นกัน แต่เป็นการเติบโตในอัตราที่น้อยกว่า คือ 0.50%
แบรนด์รถยนต์ที่เผชิญความท้าทายและมียอดขายถดถอยในปี 2567
กลุ่มแบรนด์จีนบางส่วน: การแข่งขันที่ดุเดือด
ผู้ผลิตสัญชาติจีนบางรายที่อยู่ในตลาดไทยมานาน กลับเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในปี 2567
Chery มียอดขายลดลงถึง 43.50% เมื่อเทียบกับปี 2566
Foton และ MG มียอดขายถดถอยในอัตราที่น้อยกว่า คือ 12.90% และ 3.30% ตามลำดับ
สำหรับแบรนด์ขนาดเล็กอื่นๆ เช่น Omoda, Jaecoo, BAIC และ Lynk & Co รายงานระบุว่ามียอดขายที่คงที่ (0% variance) เนื่องจากไม่มีข้อมูลยอดขายในปี 2566 ทำให้ไม่สามารถคำนวณการเปลี่ยนแปลงได้
Astara Brands: การเปลี่ยนผ่านที่ส่งผลต่อยอดขาย
การเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างการจัดจำหน่ายของ Astara ส่งผลกระทบต่อแบรนด์ที่อยู่ภายใต้การดูแล
GAC มียอดขายลดลงถึง 44.10% โดยมียอดขายเพียง 1,793 คันในปี 2567 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายภายใต้การจัดจำหน่ายของ Astara ก่อนที่ GAC International Philippines จะเข้ามาบริหารจัดการเอง
JMC แบรนด์อื่นในเครือ Astara กลับมียอดขายเพิ่มขึ้น 38.80% เป็น 1,405 คัน
Peugeot ซึ่งมีกลุ่มลูกค้าที่ค่อนข้างเฉพาะ (niche market) มียอดขายลดลงอย่างมากถึง 79.10% โดยมียอดขายเพียง 37 คันในปี 2567
Mercedes-Benz: ความท้าทายในตลาดรถยนต์หรู
Mercedes-Benz เผชิญกับความท้าทายอย่างต่อเนื่องทั้งในระดับโลกและในประเทศไทย การปรับเปลี่ยนไลน์อัพผลิตภัณฑ์และการลดรุ่นที่ไม่ทำกำไร เช่น ซับแบรนด์ EQ ส่งผลให้ยอดขายในประเทศไทยในปี 2567 ลดลง 25% โดยมียอดขายเพียง 563 คัน
Ford, Nissan และ Isuzu: ถูกแซงหน้าจาก BYD
แบรนด์ญี่ปุ่นยักษ์ใหญ่ทั้งสาม ได้แก่ Ford, Nissan และ Isuzu ต้องเสียตำแหน่งในตารางยอดขายให้กับ BYD ทำให้กลายเป็นอันดับ 5, 6 และ 7 ตามลำดับ
Isuzu มียอดขายลดลงน้อยที่สุด (-2.30%) เนื่องจากเน้นจำหน่ายเฉพาะรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ ทำให้ได้รับผลกระทบจากตลาดรถยนต์นั่งที่หดตัวน้อยกว่า
Ford และ Nissan มียอดขายหดตัวใกล้เคียงกัน โดย Ford ลดลง 22.20% และ Nissan ลดลง 23.20% ซึ่งทั้งสองแบรนด์มียอดขายลดลงทั้งในกลุ่มรถยนต์นั่งและรถยนต์เพื่อการพาณิชย์
Mazda: รอคอยสัญญาณการฟื้นตัว
Mazda ซึ่งเป็นแบรนด์ที่มีฐานแฟนคลับเหนียวแน่นและมีกิจกรรมที่หลากหลาย (เช่น การรวมกลุ่มแฟนคลับ, การสนับสนุนมอเตอร์สปอร์ต, งาน Fan Festa) แต่ยอดขายในปี 2567 กลับลดลง 26.70% โดยมียอดขาย 1,633 คัน การเปิดตัว Mazda CX-60 รุ่นปรับปรุงในช่วงต้นปี 2567 อาจเป็นสัญญาณที่ดีในการพลิกฟื้นยอดขายในอนาคต
Hyundai: ปรับกลยุทธ์ที่ยังไม่ส่งผลเต็มที่
Hyundai มีความเคลื่อนไหวที่คึกคักในปี 2567 ด้วยการปรับปรุงและขยายไลน์อัพผลิตภัณฑ์ในประเทศ การปรับลดรุ่น Elantra บางรุ่นส่งผลให้ยอดขายรถยนต์นั่งเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด (จาก 5 คันในปี 2566 เป็น 89 คันในปี 2567) แต่การลดลงของยอดขายรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ (จาก 12,018 คัน เป็น 10,386 คัน) ทำให้ยอดขายรวมยังคงลดลง 12.90%
Mitsubishi: การรักษาตำแหน่งผู้นำที่ท้าทาย
Mitsubishi ซึ่งเป็นแบรนด์ที่มียอดขายติดอันดับต้นๆ ของประเทศ มียอดขายลดลง 2.60% ในปี 2567 เมื่อเทียบกับปี 2566 โดยได้รับผลกระทบจากยอดขายรถยนต์นั่งที่ลดลงถึง 33.3% แม้จะมีการเปิดตัว Mitsubishi Mirage G4 รุ่นปรับปรุงก็ตาม การเปิดตัว Mitsubishi Destinator ซึ่งเป็นรุ่นที่น่าจับตามองในด้านสเปกและราคา จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยในการพลิกฟื้นยอดขายของแบรนด์ในปีต่อๆ ไป
แนวโน้มตลาดรถยนต์ไทยปี 2568 และกลยุทธ์สู่ความสำเร็จ
จากข้อมูลปี 2567 ชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในตลาดรถยนต์ไทย ประเด็นหลักที่น่าจับตามองมีดังนี้:
การเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้า (EVs): แนวโน้มนี้จะยังคงดำเนินต่อไป โดยผู้บริโภคให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น การแข่งขันในกลุ่ม รถยนต์ไฟฟ้า 2568 จะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น แบรนด์ที่นำเสนอ รถยนต์ไฟฟ้า ราคาคุ้มค่า และมีโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จที่ครอบคลุม จะมีแต้มต่อ
ความแข็งแกร่งของรถยนต์เพื่อการพาณิชย์: กลุ่มนี้ยังคงเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนยอดขายของหลายแบรนด์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ประกอบการและภาคธุรกิจ
การปรับตัวของแบรนด์ดั้งเดิม: แบรนด์ที่มียอดขายถดถอยจำเป็นต้องทบทวนกลยุทธ์การตลาด การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า
บทบาทของผู้ผลิตรายใหม่: BYD คือตัวอย่างที่ชัดเจนของการเข้ามาของผู้เล่นรายใหม่ที่สามารถ Disrupt ตลาดได้ การเข้ามาของผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนรายอื่นๆ ก็เป็นสิ่งที่ต้องจับตา
สำหรับผู้บริโภค การทำความเข้าใจภาพรวมตลาดเช่นนี้ จะช่วยให้ตัดสินใจเลือกซื้อรถยนต์ที่ตรงกับความต้องการ งบประมาณ และวิสัยทัศน์ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการมองหา รถยนต์ประหยัดน้ำมัน, รถยนต์อเนกประสงค์ครอบครัว, หรือ รถยนต์ไฟฟ้าผ่อนน้อย
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในอุตสาหกรรมยานยนต์มานานกว่า 10 ปี ผมมองว่าปี 2567 เป็นปีแห่งการปรับตัวครั้งใหญ่ ตลาดปี 2568 จะมีความน่าสนใจยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทคโนโลยีใหม่ๆ และการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น จะเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางของ ยอดขายรถยนต์ในกรุงเทพ และทั่วประเทศ
หากคุณกำลังมองหารถยนต์คันใหม่ในปี 2568 และต้องการคำแนะนำเชิงลึก หรือต้องการทราบว่าแบรนด์ใดมีข้อเสนอที่ดีที่สุดสำหรับความต้องการของคุณ อย่าลังเลที่จะติดต่อผู้เชี่ยวชาญของเราเพื่อรับคำปรึกษาเฉพาะบุคคล และค้นหารถยนต์ที่ใช่สำหรับคุณ!