![N2603618[ตอนต่อไป]_แม าปากไม_part 2 | Những tin hàng ngày 20](https://filmthai2.khoaluantotnghiep.net/wp-content/uploads/2026/03/fb_natural_20260326_082054.jpg)
ภาพรวมยอดขายรถยนต์ปี 2567: แบรนด์ใดเติบโตและแบรนด์ใดถดถอยในตลาดไทย?
โดยผู้เชี่ยวชาญอุตสาหกรรมยานยนต์ (ประสบการณ์ 10 ปี)
ปี 2567 นับเป็นปีแห่งความท้าทายสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและปัจจัยภายในประเทศ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค ทำให้ภาพรวมยอดขายรถยนต์ในประเทศปี 2567 มีแนวโน้มทรงตัวถึงติดลบเล็กน้อย แม้จะมีความพยายามในการกระตุ้นตลาดจากผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่าย แต่ก็ไม่ใช่ทุกแบรนด์ที่จะสามารถยืนหยัดและเติบโตได้ภายใต้สภาวะเช่นนี้ ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการนี้มานานกว่าทศวรรษ ผมได้วิเคราะห์ข้อมูลยอดขายล่าสุดจากแหล่งต่างๆ รวมถึงรายงานจากสมาคมผู้ผลิตยานยนต์ไทย (Automotive Industry Association of Thailand – AIAT) เพื่อให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจนที่สุด
ภาพรวมตลาดรถยนต์ไทยปี 2567: ตัวเลขที่ต้องจับตา
จากการรวบรวมข้อมูล พบว่ายอดขายรวมของสมาชิกสมาคมผู้ผลิตยานยนต์ไทย (AIAT) ในปี 2567 อยู่ที่ประมาณ 463,646 คัน ลดลง 0.8% เมื่อเทียบกับปี 2566 ที่มียอดขาย 467,252 คัน ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นถึงภาวะการเติบโตที่ติดลบ ซึ่งเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2563 อันเป็นผลมาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อยอดขายรถยนต์ทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจากข้อมูลยอดขาย “อุตสาหกรรมโดยรวม” ที่รวมผู้ผลิตที่ไม่ได้เป็นสมาชิก AIAT ด้วย ตัวเลขจะดูสดใสขึ้น โดยมียอดขายรวมทั้งสิ้นประมาณ 491,395 คัน เติบโตขึ้น 3.7% เมื่อเทียบกับปี 2566 ที่มียอดขาย 473,842 คัน ความแตกต่างนี้ชี้ให้เห็นว่ากลุ่มผู้ผลิตนอกสมาคมฯ โดยเฉพาะผู้เล่นรายใหม่และกลุ่มรถยนต์ทางเลือก (Alternative Energy Vehicles – AEVs) ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนตลาด
บทวิเคราะห์นี้จะเจาะลึกถึงแบรนด์รถยนต์ต่างๆ ในประเทศไทย ทั้งกลุ่มรถยนต์นั่ง (Passenger Cars) รถยนต์อเนกประสงค์ (MPVs) และรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ขนาดเล็ก (Light Commercial Vehicles – LCVs) ที่ใช้ส่วนตัว เพื่อระบุว่าแบรนด์ใดที่สามารถทำผลงานได้ดี และแบรนด์ใดที่เผชิญกับความท้าทายในปี 2567
แบรนด์รถยนต์ที่เติบโตอย่างโดดเด่นในปี 2567
ภายใต้สภาวะที่ท้าทาย มีแบรนด์รถยนต์บางส่วนที่สามารถสร้างการเติบโตได้อย่างน่าประทับใจ โดยอาศัยกลยุทธ์ที่แตกต่างและผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ตลาดอย่างตรงจุด:
BYD: ผู้พลิกเกมแห่งตลาดรถยนต์ไฟฟ้า
หากพูดถึงแบรนด์ที่ร้อนแรงที่สุดในปี 2567 คงหนีไม่พ้น BYD ด้วยยอดขายกว่า 26,122 คัน ซึ่งเป็นการเติบโตแบบก้าวกระโดดถึง 446% เมื่อเทียบกับปี 2566 ตัวเลขนี้ไม่เพียงแต่ช่วยดันภาพรวมยอดขายอุตสาหกรรมให้เป็นบวก แต่ยังส่งให้ BYD ทะยานขึ้นสู่อันดับ 3 ของตารางยอดขายรวม แซงหน้าแบรนด์ใหญ่อย่าง Suzuki, Ford และ Nissan ไปได้อย่างน่าทึ่ง
ความสำเร็จของ BYD มาจากการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา ควบคู่ไปกับการทำตลาดเชิงรุก การจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายอย่างสม่ำเสมอ (เช่น BYD Tech Tour) รวมถึงการขยายเครือข่ายสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charger) อย่างรวดเร็วของ ACMobility ซึ่งเป็นผู้จัดจำหน่ายในประเทศ ทำให้ผู้บริโภคมั่นใจในการเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) มากขึ้น BYD จึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของ “รถยนต์ไฟฟ้าในไทย” ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง
กลุ่มรถยนต์พลังงานทางเลือก (xEVs): เทรนด์ที่มาแรงเกินคาด
ไม่ใช่แบรนด์รถยนต์โดยตรง แต่กลุ่มรถยนต์พลังงานทางเลือก หรือที่เรียกว่า ‘xEVs’ (ซึ่งรวมถึงรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ – BEVs, รถยนต์ไฮบริด – HEVs และรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด – PHEVs) ได้รับการกล่าวถึงเป็นพิเศษในปี 2567 กลุ่มนี้มียอดขายรวมถึง 58,905 คัน คิดเป็น 12% ของยอดขายรวมทั้งอุตสาหกรรม เพิ่มขึ้นจาก 5.5% ในปี 2566 อย่างมีนัยสำคัญ
การเข้ามาของ Tesla ซึ่งเป็นการดำเนินงานเต็มปีแรกในไทย ก็สามารถทำยอดขายได้ถึง 2,424 คัน ติดอันดับ 12 ในตารางยอดขายของ AIAT (หรืออันดับ 13 หากนับรวม BYD) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการ “รถยนต์ไฟฟ้า Tesla” ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
Kia: การเติบโตที่น่าสนใจในกลุ่มรถเพื่อการพาณิชย์
Kia ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติเกาหลีใต้ ทำยอดขายรวม 7,810 คัน เพิ่มขึ้น 16.70% เมื่อเทียบกับปี 2566 การเติบโตส่วนใหญ่มาจากกลุ่มรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ (Commercial Vehicles – CVs) ซึ่งรวมถึงรถยนต์อเนกประสงค์ขนาดเล็ก (Asian Utility Vehicles – AUVs) รถยนต์เพื่อการพาณิชย์ขนาดเล็ก (LCVs) รถบรรทุกขนาดเล็ก กลาง และใหญ่ รวมถึงรถโดยสาร ที่มียอดขายเพิ่มขึ้นถึง 22.50% ในขณะที่ยอดขายรถยนต์นั่ง (Passenger Cars) ของ Kia กลับลดลงถึง 43.20%
Honda, Toyota, และ Suzuki: การปรับกลยุทธ์ที่ได้ผล
แบรนด์ญี่ปุ่นยักษ์ใหญ่ยังคงรักษาฐานลูกค้าและสามารถปรับตัวได้ดีในปี 2567
Honda: สามารถทำผลงานได้ดีทั้งในกลุ่มรถยนต์นั่ง (ยอดขายเพิ่ม 1%) และกลุ่มรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ (ยอดขายเพิ่ม 7.6%) ส่งผลให้ยอดขายโดยรวมเติบโต 4.80% Honda จัดให้รถยนต์อย่าง BR-V, HR-V และ CR-V อยู่ในกลุ่มรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยเพิ่มยอดขายได้ดี
Toyota: แม้จะมียอดขายรถยนต์นั่งลดลงถึง 22.20% แต่ก็สามารถชดเชยด้วยยอดขายรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ที่เพิ่มขึ้นถึง 16.40% ส่งผลให้ยอดขายรวมเติบโต 5.20%
Suzuki: เช่นเดียวกับ Toyota, Suzuki มียอดขายรถยนต์นั่งลดลงเล็กน้อย (-2.50%) แต่ยอดขายรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ที่เพิ่มขึ้นถึง 17.20% ทำให้ยอดขายรวมเติบโต 7.90%
BMW และ Ferrari: สปอร์ตคาร์ระดับพรีเมียมยังคงดึงดูด
แม้จะไม่ใช่แบรนด์ที่มียอดขายในปริมาณมาก แต่ BMW และ Ferrari ก็แสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่น่าสนใจ
Ferrari: สามารถทำยอดขายเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า จาก 16 คันในปี 2566 เป็น 32 คันในปี 2567 คิดเป็นการเติบโต 100%
BMW: ด้วยการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายและโปรโมชั่นที่น่าสนใจ ทำให้ BMW มียอดขายเพิ่มขึ้นจาก 815 คัน เป็น 950 คัน คิดเป็นการเติบโต 16.6%
Jetour: อีกหนึ่งแบรนด์จีนที่มาแรง
นอกจาก BYD แล้ว Jetour เป็นอีกแบรนด์จากจีนที่สามารถทำยอดขายเติบโตได้อย่างโดดเด่นในปี 2567 ด้วยยอดขายรวม 1,791 คัน คิดเป็นการเติบโต 5.20% เมื่อเทียบกับปี 2566 ส่วน Changan ก็มียอดขายเพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่ 0.50%
แบรนด์รถยนต์ที่เผชิญกับความท้าทายและมียอดขายติดลบในปี 2567
ในขณะที่บางแบรนด์กำลังเติบโต หลายแบรนด์ก็ต้องเผชิญกับยอดขายที่ถดถอยลงอย่างมีนัยสำคัญ:
แบรนด์จีนบางส่วน: การแข่งขันที่ดุเดือด
ผู้ผลิตสัญชาติจีนบางรายที่เข้ามาทำตลาดในไทยมานาน กลับต้องเผชิญกับยอดขายที่ลดลงในปี 2567
Chery: มียอดขายลดลงถึง 43.50% เมื่อเทียบกับปี 2566
Foton และ MG: มียอดขายติดลบในอัตราที่น้อยกว่า คือ 12.90% และ 3.30% ตามลำดับ
สำหรับแบรนด์ขนาดเล็กอื่นๆ เช่น Omoda, Jaecoo, BAIC และ Lynk & Co ข้อมูลปี 2567 แสดงความผันผวน 0% เนื่องจากไม่มีข้อมูลเปรียบเทียบของปี 2566
แบรนด์ภายใต้ Astara: การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้จัดจำหน่าย
การประกาศยุติการดำเนินงานในประเทศไทยของ Astara ในช่วงปลายปี 2567 สร้างความไม่แน่นอนให้กับแบรนด์ที่อยู่ภายใต้การดูแล เช่น Peugeot, GAC, JMC และ JAC
GAC: แม้ GAC International Philippines ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ GAC China จะเข้ามาดูแลตลาดแทน แต่ GAC ก็มียอดขายลดลงถึง 44.10% เหลือเพียง 1,793 คันในปี 2567
JMC: กลับมียอดขายเติบโต 38.80% เป็น 1,405 คัน
Peugeot: ยังคงเป็นแบรนด์ที่เน้นตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) อย่างชัดเจน ด้วยยอดขายเพียง 37 คัน ลดลงถึง 79.10%
Mercedes-Benz: การปรับตัวในตลาดรถยนต์หรู
Mercedes-Benz เผชิญกับความท้าทายในการปรับกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ทั่วโลก โดยเฉพาะการตัดรุ่นที่ไม่ทำกำไรอย่างกลุ่ม EQ ออกไป ในตลาดไทย ยอดขายของ Mercedes-Benz ในปี 2567 ลดลง 25% เหลือเพียง 563 คัน
Ford, Nissan, และ Isuzu: หลีกไม่พ้นการถูกแซงหน้า
แบรนด์ญี่ปุ่นเหล่านี้ ได้รับผลกระทบจากการเข้ามาของผู้เล่นรายใหม่ โดยเฉพาะ BYD ทำให้หลุดจาก 5 อันดับแรกไป
Isuzu: มียอดขายลดลงน้อยที่สุด (-2.30%) เนื่องจากเน้นขายรถยนต์เพื่อการพาณิชย์เป็นหลัก ซึ่งเป็นกลุ่มที่ไม่ได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของตลาดรถยนต์นั่งมากนัก
Ford และ Nissan: มียอดขายหดตัวใกล้เคียงกัน โดย Ford ลดลง 22.20% และ Nissan ลดลง 23.20% ทั้งสองแบรนด์มียอดขายลดลงทั้งในกลุ่มรถยนต์นั่งและรถยนต์เพื่อการพาณิชย์
Mazda: การท้าทายในตลาดรถยนต์เฉพาะกลุ่ม
Mazda ซึ่งเป็นแบรนด์ที่มีฐานลูกค้าเหนียวแน่นและมีกิจกรรมส่งเสริมการตลาดอย่างต่อเนื่อง เช่น การจัดคลับ มีทติ้ง กิจกรรมมอเตอร์สปอร์ต และ Fan Festa แต่ก็ยังคงเผชิญกับยอดขายที่ลดลง -26.70% หรือ 1,633 คันในปี 2567 การเปิดตัว CX-60 รุ่นปรับปรุงในช่วงต้นปี 2567 อาจเป็นก้าวแรกในการพลิกฟื้นยอดขาย
Hyundai: ความท้าทายในกลุ่มรถเพื่อการพาณิชย์
Hyundai มีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจในปี 2567 ด้วยการปรับปรุงและเพิ่มรุ่นรถยนต์นั่ง ซึ่งช่วยเพิ่มยอดขายในกลุ่มนี้ได้ดี (จาก 5 คัน เป็น 89 คัน) แต่ยอดขายรถยนต์เพื่อการพาณิชย์กลับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จาก 12,018 คัน เป็น 10,386 คัน ส่งผลให้ยอดขายรวมติดลบ 12.90%
Mitsubishi: การรักษาตำแหน่งท่ามกลางการแข่งขัน
Mitsubishi ซึ่งเคยเป็นแบรนด์ยอดขายสูงสุดอันดับ 2 ของประเทศ มียอดขายลดลง 2.60% ในปี 2567 โดยมีปัจจัยกดดันหลักมาจากยอดขายรถยนต์นั่งที่ลดลงถึง 33.3% แม้จะมีการเปิดตัว Mirage G4 รุ่นปรับปรุง การมาของ “Destinator” ในปี 2567 ซึ่งเป็นรุ่นที่น่าจับตามองในแง่สมรรถนะและราคา อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยพลิกฟื้นสถานการณ์ให้กับ Mitsubishi ในปีต่อไป
บทสรุปและแนวโน้มตลาดรถยนต์ไทย
ปี 2567 แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในภูมิทัศน์ของตลาดรถยนต์ไทยอย่างชัดเจน แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้า โดยเฉพาะ BYD ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงศักยภาพในการเติบโตอย่างมหาศาล และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ตลาดโดยรวมยังคงเติบโตได้ แม้ว่าภาพรวมยอดขายของสมาชิกสมาคมฯ จะติดลบเล็กน้อยก็ตาม
ผู้บริโภคชาวไทยมีความต้องการ “รถยนต์ไฟฟ้า EV” และ “รถยนต์ไฮบริด” มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นเทรนด์ที่ปฏิเสธไม่ได้ การแข่งขันในกลุ่มนี้จะยิ่งเข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะเมื่อผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นรายใหญ่เริ่มเร่งเครื่องในตลาดรถยนต์พลังงานทางเลือก
สำหรับแบรนด์ดั้งเดิมที่เผชิญกับความท้าทาย การปรับกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค การนำเสนอเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่น่าสนใจ ควบคู่ไปกับการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้า จะเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาหรือเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาด
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการยานยนต์ ผมเชื่อว่าปี 2568 จะยังคงเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงและการแข่งขันที่เข้มข้น ผู้เล่นในตลาดจะต้องพร้อมปรับตัวอย่างรวดเร็วเพื่อตอบสนองต่อเทรนด์ของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่หยุดนิ่ง
หากคุณกำลังมองหา “รถยนต์คันใหม่” ที่ตอบโจทย์การใช้งานและไลฟ์สไตล์ของคุณในปี 2568 นี้ อย่าลังเลที่จะศึกษาข้อมูล เปรียบเทียบรุ่นต่างๆ และทำการทดลองขับ เพื่อค้นหารถยนต์ที่ใช่สำหรับคุณมากที่สุด การตัดสินใจอย่างรอบคอบในวันนี้ จะนำไปสู่ประสบการณ์การขับขี่ที่ดีในระยะยาว