![N2603602[ตอนต่อไป]_มาสายเพราะแม ไม สบาย_part 2 | Những tin hàng ngày 20](https://filmthai2.khoaluantotnghiep.net/wp-content/uploads/2026/03/fb_natural_20260326_081146.jpg)
Let’s dive into the rewritten article.
Title: ภาพรวมตลาดรถยนต์ปี 2567: แบรนด์ใดเติบโต แบรนด์ใดหดตัว พร้อมเจาะลึกปัจจัยขับเคลื่อน
Content:
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการยานยนต์มานานกว่าทศวรรษ การได้เห็นการเปลี่ยนแปลงในตลาดรถยนต์เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเรากำลังจะก้าวเข้าสู่ปี 2567 รายงานยอดขายล่าสุดจากสมาคมผู้ผลิตยานยนต์แห่งฟิลิปปินส์ (CAMPI) เผยให้เห็นภาพรวมที่น่าสนใจของอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศ โดยชี้ให้เห็นถึงการเติบโตที่ชะลอตัวลงในภาพรวม แต่ก็ยังมีแบรนด์ที่สามารถฝ่าฟันและทำผลงานได้อย่างโดดเด่น ท่ามกลางผู้ผลิตที่ไม่สามารถรักษาระดับยอดขายไว้ได้
ภาพรวมตลาดรถยนต์ปี 2567: ตัวเลขที่ต้องพิจารณา
จากรายงานของ CAMPI ยอดขายรวมของสมาชิกสมาคมในปี 2567 อยู่ที่ 463,646 คัน ซึ่งลดลง 0.8% เมื่อเทียบกับ 467,252 คันในปี 2566 การหดตัวนี้ถือเป็นการกลับมาติดลบครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2563 ซึ่งเป็นช่วงที่อุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลกประสบภาวะถดถอยครั้งใหญ่จากวิกฤตโควิด-19 ที่ส่งผลให้ยอดขายลดลงถึง 47%
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงส่วนหนึ่งของภาพทั้งหมด เมื่อพิจารณายอดขายรวมของอุตสาหกรรมทั้งหมดที่ 491,395 คัน (รวมยอดขายจากผู้ผลิตที่ไม่ได้เป็นสมาชิก CAMPI) ตัวเลขนี้กลับแสดงการเติบโต 3.7% เมื่อเทียบกับ 473,842 คันในปี 2566 การเติบโตนี้ชี้ให้เห็นถึงพลวัตที่ซับซ้อนของตลาด ซึ่งผู้เล่นบางรายสามารถสร้างความแตกต่างได้อย่างมีนัยสำคัญ
บทวิเคราะห์นี้จะเจาะลึกถึงแบรนด์รถยนต์ที่สามารถสร้างการเติบโตในปี 2567 และแบรนด์ที่เผชิญกับความท้าทาย โดยจะเน้นที่รถยนต์นั่งส่วนบุคคล (Passenger Cars) รถยนต์อเนกประสงค์ (MPVs) และรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ขนาดเล็ก (Light Commercial Vehicles – LCVs) สำหรับการใช้งานส่วนบุคคล
แบรนด์รถยนต์ที่สร้างการเติบโตอย่างโดดเด่นในปี 2567
BYD: การทะยานขึ้นสู่อันดับต้นๆ ด้วยพลังแห่งยานยนต์ไฟฟ้า
BYD คือชื่อที่โดดเด่นที่สุดในปี 2567 ด้วยยอดขายรวม 26,122 คัน ซึ่งเป็นการเติบโตที่น่าทึ่งถึง 446% เมื่อเทียบกับปี 2566 ความสำเร็จนี้ส่งผลให้ BYD กลายเป็นผู้เล่นรายใหญ่ที่สุดรายหนึ่งในตลาด คิดเป็น 94.14% ของยอดขายจากผู้ผลิตที่ไม่ได้เป็นสมาชิก CAMPI การก้าวกระโดดขึ้นสู่อันดับสามในชาร์ตยอดขายรวม สะท้อนถึงความสามารถในการแซงหน้าแบรนด์ที่ก่อตั้งมายาวนานอย่าง Suzuki, Ford และ Nissan
ปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนความสำเร็จของ BYD คือกลยุทธ์การเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องในช่วง 1.5 ปีที่ผ่านมา ควบคู่ไปกับการทำการตลาดที่แข็งแกร่งและกิจกรรมส่งเสริมการขายที่สม่ำเสมอ เช่น BYD Tech Tour นอกจากนี้ ACMobility ผู้จัดจำหน่ายในท้องถิ่น ยังคงขยายเครือข่ายสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Chargers) อย่างไม่หยุดยั้ง ซึ่งช่วยสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคในการเปลี่ยนมาใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า (Electric Vehicles – EVs)
กลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า (Electrified Vehicles – xEVs): ขุมพลังแห่งอนาคตของอุตสาหกรรม
แม้จะไม่ใช่แบรนด์รถยนต์โดยตรง แต่กลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า หรือ ‘xEVs’ สมควรได้รับการกล่าวถึงเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตในภาพรวม สัดส่วนของ xEVs ในยอดขายรวมของอุตสาหกรรมในปี 2567 อยู่ที่ 12% เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 5.5% ในปี 2566 คิดเป็นจำนวน 58,905 คัน ซึ่งครอบคลุมทั้งรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEVs), รถยนต์ไฮบริด (HEVs) และรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEVs)
การเข้ามาของ Tesla ซึ่งเป็นการดำเนินงานเต็มปีแรกในตลาด สามารถทำยอดขายได้ถึง 2,424 คัน ส่งผลให้แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าน้องใหม่จากสหรัฐฯ นี้ ติดอันดับที่ 12 ในตารางยอดขายของ CAMPI (หรืออันดับที่ 13 หากนับรวม BYD) การเติบโตของกลุ่ม xEVs ไม่เพียงสะท้อนถึงความตระหนักของผู้บริโภคต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังรวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุนการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าอย่างแพร่หลาย
Kia: การเติบโตที่แข็งแกร่งในกลุ่มยานยนต์เพื่อการพาณิชย์
Kia ผู้ผลิตรถยนต์จากเกาหลีใต้ สามารถทำยอดขายได้ 7,810 คัน ซึ่งเป็นการเติบโต 16.70% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า การเติบโตนี้ส่วนใหญ่มาจากกลุ่มยานยนต์เพื่อการพาณิชย์ (Commercial Vehicles) ซึ่งรวมถึงรถกระบะดัดแปลง (Asian Utility Vehicles – AUVs), MPVs, รถยนต์เพื่อการพาณิชย์ขนาดเล็ก, รถบรรทุก และรถโดยสาร ที่มียอดขายเพิ่มขึ้นถึง 22.50% อย่างไรก็ตาม ยอดขายรถยนต์นั่งส่วนบุคคล (Passenger Cars) ของ Kia กลับลดลงถึง 43.20% ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ทางการตลาดที่เน้นไปที่กลุ่มลูกค้าธุรกิจมากขึ้น
Honda, Toyota และ Suzuki: การปรับตัวรับมือความท้าทาย
แบรนด์ญี่ปุ่นที่แข็งแกร่งอย่าง Honda สามารถรักษาโมเมนตัมการเติบโตได้ โดยมียอดขายรถยนต์นั่งส่วนบุคคลเพิ่มขึ้น 1% และยอดขายยานยนต์เพื่อการพาณิชย์เพิ่มขึ้น 7.6% ส่งผลให้ยอดขายรวมเติบโต 4.80% Honda จัดประเภทรถยนต์อย่าง BR-V, HR-V และ CR-V ให้อยู่ในกลุ่มยานยนต์เพื่อการพาณิชย์ ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่น่าสนใจในการขยายฐานลูกค้า
ในขณะเดียวกัน Toyota และ Suzuki ก็สามารถสร้างการเติบโตในภาพรวมได้เช่นกัน โดย Toyota มียอดขายรวมเพิ่มขึ้น 5.20% และ Suzuki เพิ่มขึ้น 7.90% ทั้งสองแบรนด์เผชิญกับการลดลงของยอดขายรถยนต์นั่งส่วนบุคคล (Toyota -22.20%, Suzuki -2.50%) แต่ก็สามารถชดเชยได้ด้วยยอดขายยานยนต์เพื่อการพาณิชย์ที่แข็งแกร่ง (Toyota +16.40%, Suzuki +17.20%) การปรับกลยุทธ์ที่เน้นกลุ่มรถยนต์อเนกประสงค์และรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ สะท้อนถึงความเข้าใจในความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของตลาด
BMW และ Ferrari: การเติบโตที่โดดเด่นในกลุ่มรถยนต์หรู
แม้จะไม่ใช่ผู้ผลิตรถยนต์ขนาดใหญ่ในแง่ของปริมาณการขาย แต่ BMW และ Ferrari ก็แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการเติบโตอย่างน่าประทับใจ Ferrari สามารถทำยอดขายเป็นสองเท่าจาก 16 คันในปี 2566 เป็น 32 คันในปี 2567 คิดเป็นการเติบโต 100% ขณะที่ BMW ซึ่งจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายและมอบส่วนลดพิเศษอย่างต่อเนื่อง ก็มียอดขายเพิ่มขึ้นจาก 815 คันเป็น 950 คัน หรือคิดเป็น 16.6% การเติบโตของแบรนด์รถยนต์หรูเหล่านี้ สะท้อนถึงกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูงและยังคงมีความต้องการรถยนต์พรีเมียม
Jetour: อีกหนึ่งแบรนด์จีนที่น่าจับตา
นอกจาก BYD แล้ว Jetour เป็นอีกหนึ่งแบรนด์จากจีนที่แสดงให้เห็นถึงการเติบโตที่โดดเด่นในปี 2567 ด้วยยอดขาย 1,791 คัน คิดเป็นการเติบโต 5.20% เมื่อเทียบกับปี 2566 แม้ว่า Changan จะมียอดขายเพิ่มขึ้นเช่นกัน แต่เป็นการเติบโตเพียง 0.50% ซึ่งยังไม่โดดเด่นเท่า Jetour
แบรนด์รถยนต์ที่เผชิญกับความท้าทายในปี 2567
แบรนด์จีนบางราย: ความท้าทายในการรักษาฐานลูกค้า
ในขณะที่ BYD และ Jetour กำลังไปได้สวย แบรนด์จีนอื่นๆ ที่เข้ามาทำตลาดในระยะแรกๆ กลับเผชิญกับความท้าทาย Chery มียอดขายลดลงถึง 43.50% เมื่อเทียบกับปี 2566 ขณะที่ Foton และ MG ก็มียอดขายหดตัวลงเช่นกัน ที่ 12.90% และ 3.30% ตามลำดับ สำหรับแบรนด์ที่เพิ่งเข้ามาใหม่ เช่น Omoda, Jaecoo, BAIC และ Lynk & Co ยังไม่สามารถประเมินผลการดำเนินงานได้อย่างชัดเจน เนื่องจากไม่มีข้อมูลยอดขายของปี 2566
แบรนด์ในเครือ Astara: การเปลี่ยนแปลงผู้จัดจำหน่ายและผลกระทบต่อยอดขาย
การประกาศยุติการดำเนินงานของ Astara ในฟิลิปปินส์ ส่งผลกระทบต่อแบรนด์ต่างๆ ในเครือ ได้แก่ Peugeot, GAC, JMC และ JAC แม้ว่า GAC International Philippines ซึ่งอยู่ภายใต้ GAC China จะเข้ามารับช่วงต่อ แต่ GAC มียอดขายลดลงถึง 44.10% ในปี 2567 เหลือเพียง 1,793 คัน ในปีสุดท้ายภายใต้การบริหารของ Astara ในทางกลับกัน JMC กลับมียอดขายเพิ่มขึ้น 38.80% เป็น 1,405 คัน ในขณะที่ Peugeot ซึ่งมีกลุ่มลูกค้าที่ค่อนข้างเฉพาะเจาะจง กลับมียอดขายเพียง 37 คัน ลดลงถึง 79.10%
Mercedes-Benz: การปรับโครงสร้างไลน์อัพเพื่อรับมือตลาด
Mercedes-Benz ผู้ผลิตรถยนต์หรูจากเยอรมนี กำลังเผชิญกับความท้าทายในการปรับโครงสร้างไลน์อัพผลิตภัณฑ์ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน การปรับลดรุ่นย่อยที่ทำผลงานได้ไม่ดีนัก เช่น กลุ่ม EQ ส่งผลให้ยอดขายในปี 2567 ของ Mercedes-Benz ในฟิลิปปินส์ ลดลง 25% เหลือเพียง 563 คัน
Ford, Nissan และ Isuzu: การแข่งขันที่เข้มข้นและการเปลี่ยนแปลงอันดับ
Ford, Nissan และ Isuzu เป็นอีกสามแบรนด์ญี่ปุ่นที่เสียอันดับให้กับ BYD ในชาร์ตยอดขายรวม ส่งผลให้พวกเขากลายเป็นผู้ผลิตอันดับ 5, 6 และ 7 ตามลำดับ Isuzu มียอดขายลดลงน้อยที่สุดที่ -2.30% เนื่องจากเน้นเฉพาะกลุ่มยานยนต์เพื่อการพาณิชย์ ซึ่งเป็นตลาดที่ได้รับผลกระทบน้อยกว่ารถยนต์นั่งส่วนบุคคล
Ford และ Nissan มียอดขายหดตัวใกล้เคียงกัน โดย Ford ลดลง 22.20% และ Nissan ลดลง 23.20% ทั้งสองแบรนด์เผชิญกับการลดลงของยอดขายทั้งในกลุ่มรถยนต์นั่งส่วนบุคคลและยานยนต์เพื่อการพาณิชย์
Mazda: การรอคอยการฟื้นตัวด้วยผลิตภัณฑ์ใหม่
Mazda ซึ่งเป็นแบรนด์ที่มีฐานลูกค้าที่ภักดีและมีกิจกรรมที่หลากหลายสำหรับผู้บริโภค ก็เผชิญกับยอดขายที่ลดลง 26.70% ในปี 2567 โดยมียอดขาย 1,633 คัน การเปิดตัว CX-60 รุ่นปรับปรุงในช่วงต้นปี อาจเป็นสัญญาณแรกของการพลิกฟื้นยอดขายที่รอคอย
Hyundai: ความท้าทายในการรักษาโมเมนตัม
Hyundai มีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจในปี 2567 ด้วยการปรับปรุงและขยายไลน์อัพผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง การนำเสนอ Elantra รุ่นย่อยใหม่ๆ ช่วยเพิ่มยอดขายรถยนต์นั่งส่วนบุคคลได้อย่างมีนัยสำคัญ (จาก 5 คันในปี 2566 เป็น 89 คันในปี 2567) อย่างไรก็ตาม ยอดขายยานยนต์เพื่อการพาณิชย์กลับลดลงจาก 12,018 คัน เป็น 10,386 คัน ส่งผลให้ยอดขายรวมของ Hyundai ลดลง 12.90%
Mitsubishi: การปรับตัวกับตลาดรถยนต์นั่งส่วนบุคคล
Mitsubishi ซึ่งเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มียอดขายสูงสุดเป็นอันดับสองของประเทศ มียอดขายลดลง 2.60% ในปี 2567 โดยได้รับผลกระทบจากการยอดขายรถยนต์นั่งส่วนบุคคลที่ลดลงถึง 33.3% แม้จะมีการเปิดตัว Mitsubishi Mirage G4 รุ่นปรับปรุงก็ตาม การเปิดตัว Mitsubishi Xpander Cross ซึ่งคาดว่าจะได้รับการยอมรับอย่างสูงในตลาด เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตาการดำเนินงานของ Mitsubishi ในปีนี้
แนวโน้มตลาดรถยนต์ปี 2567 และอนาคต
ปี 2567 ถือเป็นปีแห่งการปรับตัวและการแข่งขันที่เข้มข้นในตลาดรถยนต์ฟิลิปปินส์ การเติบโตของกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า (xEVs) โดยเฉพาะแบรนด์อย่าง BYD สะท้อนให้เห็นถึงทิศทางของอุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลกที่กำลังมุ่งหน้าสู่พลังงานสะอาด
สำหรับแบรนด์ที่เคยแข็งแกร่ง การรักษาฐานลูกค้าและการปรับกลยุทธ์ให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคถือเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง การทำความเข้าใจความต้องการของตลาดอย่างลึกซึ้ง การนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ และการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า จะเป็นกุญแจสำคัญในการอยู่รอดและเติบโตต่อไป
หากคุณกำลังมองหารถยนต์คันใหม่ หรือต้องการศึกษาข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับตลาดรถยนต์ในฟิลิปปินส์ เราขอเชิญชวนให้คุณสำรวจตัวเลือกต่างๆ และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญของเรา เพื่อให้คุณได้รถยนต์ที่ตรงกับความต้องการและไลฟ์สไตล์ของคุณมากที่สุด.