![N1703839[ตอนต่อไป] เสร ฟผ ดโต ะเอง แต โยนความผ ดให กค part 2](https://filmthai2.khoaluantotnghiep.net/wp-content/uploads/2026/03/fb_natural_20260323_141853.jpg)
ยอดขายรถยนต์ปี 2567: แบรนด์ใดเติบโตและแบรนด์ใดถดถอยในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย?
ปีแห่งความท้าทาย: ภาพรวมตลาดรถยนต์ไทย 2567
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการอุตสาหกรรมยานยนต์มากว่า 10 ปี ผมได้เฝ้าติดตามการเปลี่ยนแปลงและพลวัตของตลาดรถยนต์ไทยอย่างใกล้ชิดเสมอ ข้อมูลล่าสุดจากสมาคมผู้ผลิตยานยนต์ไทย (TAAM) ที่เปิดเผยรายงานยอดขายประจำปี 2567 สะท้อนภาพรวมที่น่าสนใจ แม้ภาพรวมของสมาชิก TAAM จะมียอดขายรวม 463,646 คัน ซึ่งลดลงเล็กน้อย 0.8% เมื่อเทียบกับ 467,252 คันในปี 2566 แต่ตัวเลขนี้กลับแตกต่างจากภาพรวมอุตสาหกรรมทั้งหมดที่สูงถึง 491,395 คัน เพิ่มขึ้น 3.7% จาก 473,842 คันในปี 2566
ความแตกต่างนี้ชี้ให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของผู้ผลิตที่ไม่ใช่สมาชิก TAAM โดยเฉพาะแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่เข้ามาเขย่าตลาดอย่างหนัก การวิเคราะห์เจาะลึกนี้จะพาคุณไปสำรวจแบรนด์ที่สามารถผลักดันยอดขายให้เติบโตสวนกระแส และแบรนด์ที่เผชิญกับความท้าทายจนยอดขายถดถอย โดยจะเน้นที่กลุ่มรถยนต์นั่งส่วนบุคคล (Passenger Cars) รถยนต์อเนกประสงค์ (MPVs) และรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ขนาดเล็ก (Light Commercial Vehicles) สำหรับการใช้งานส่วนบุคคล
การเติบโตที่โดดเด่น: แบรนด์ที่ก้าวข้ามความท้าทายในปี 2567
BYD: พลังแห่งการเปลี่ยนแปลงในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ไทย
BYD คือชื่อที่ต้องกล่าวถึงเป็นอันดับแรก ด้วยยอดขายสูงถึง 26,122 คันในปี 2567 คิดเป็นการเติบโตที่น่าทึ่งถึง 446% เมื่อเทียบกับปี 2566 และกลายเป็นส่วนสำคัญถึง 94.14% ของยอดขายจากผู้ผลิตที่ไม่ใช่สมาชิก TAAM ทำให้ BYD ทะยานขึ้นสู่ตำแหน่งอันดับ 3 ของตารางยอดขายรวม แซงหน้าแบรนด์ดั้งเดิมอย่าง Suzuki, Ford และ Nissan
ความสำเร็จนี้เกิดจากการผสมผสานหลายปัจจัย ทั้งการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา การทำการตลาดเชิงรุก และการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายอย่างสม่ำเสมอ เช่น BYD Tech Tour นอกจากนี้ ACMobility ผู้จัดจำหน่าย ยังขยายเครือข่ายสถานีชาร์จ EV อย่างไม่หยุดยั้ง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคในการเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า
กลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าและยานยนต์ไฟฟ้า (xEVs): เทรนด์แห่งอนาคตที่กำลังมาแรง
แม้จะไม่ใช่แบรนด์รถยนต์ แต่เซ็กเมนต์ของรถยนต์ไฟฟ้าและยานยนต์ไฟฟ้า (xEVs) ซึ่งรวมถึงรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEVs), รถยนต์ไฮบริด (HEVs) และรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEVs) สมควรได้รับการกล่าวถึงเป็นพิเศษ ยอดขายกลุ่มนี้ในปี 2567 คิดเป็น 12% ของยอดขายรวมทั้งหมด เพิ่มขึ้นจาก 5.5% ในปี 2566 เป็นจำนวน 58,905 คัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Tesla ที่เริ่มต้นการดำเนินงานอย่างเต็มรูปแบบในปีแรก สามารถทำยอดขายได้ 2,424 คัน ติดอันดับ 12 ในตารางของ TAAM (หรืออันดับ 13 หากนับรวม BYD) การเข้ามาของ Tesla เป็นเครื่องยืนยันถึงศักยภาพและความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าในตลาดไทยที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
Kia: การเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยรถยนต์เชิงพาณิชย์
Kia จากเกาหลีใต้ มียอดขาย 7,810 คันในปี 2567 คิดเป็นการเติบโต 16.70% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า การเติบโตนี้ส่วนใหญ่มาจากการขายรถยนต์เชิงพาณิชย์ ซึ่งรวมถึงรถยนต์อเนกประสงค์ขนาดเล็ก (Asian Utility Vehicles – AUVs), รถยนต์เพื่อการพาณิชย์ขนาดเล็ก (LCVs) และรถบรรทุก/รถบัสขนาดต่างๆ ซึ่งมียอดขายเพิ่มขึ้นถึง 22.50% ในหมวดนี้ อย่างไรก็ตาม ยอดขายรถยนต์นั่งส่วนบุคคลของ Kia กลับลดลงถึง 43.20%
Honda, Toyota และ Suzuki: แบรนด์ญี่ปุ่นยังคงแข็งแกร่ง
Honda ยังคงรักษาความสามารถในการเติบโต โดยมียอดขายรถยนต์นั่งส่วนบุคคลเพิ่มขึ้น 1% และยอดขายรถยนต์เชิงพาณิชย์เพิ่มขึ้น 7.6% ทำให้ยอดขายรวมเติบโต 4.80% Honda จัดกลุ่มรถยนต์อย่าง BR-V, HR-V และ CR-V อยู่ในหมวดรถยนต์เชิงพาณิชย์
ส่วนแบรนด์ญี่ปุ่นชั้นนำอย่าง Toyota และ Suzuki ก็สามารถทำยอดขายรวมเติบโตได้ที่ 5.20% และ 7.90% ตามลำดับ แม้ทั้งสองแบรนด์จะมียอดขายรถยนต์นั่งส่วนบุคคลลดลง (-22.20% และ -2.50%) แต่ก็สามารถชดเชยด้วยยอดขายรถยนต์เชิงพาณิชย์ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (+16.40% และ +17.2%)
BMW และ Ferrari: ความสำเร็จในตลาดเฉพาะกลุ่ม
สำหรับแบรนด์ที่เน้นตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) อย่าง BMW และ Ferrari ซึ่งอยู่ภายใต้การจัดจำหน่ายของบริษัทในเครือ San Miguel Corporation แม้จะไม่ใช่ผู้ผลิตรถยนต์ที่มียอดขายปริมาณมาก แต่ก็แสดงให้เห็นถึงการเติบโตที่น่าสนใจ Ferrari สามารถเพิ่มยอดขายเป็นสองเท่าจาก 16 คันในปี 2566 เป็น 32 คันในปี 2567 คิดเป็นการเติบโต 100%
ขณะที่ BMW ที่ทำการตลาดเชิงรุกมากขึ้น พร้อมกับการจัดโปรโมชั่นและส่วนลดจำนวนมากในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ก็มียอดขายเพิ่มขึ้นเป็น 950 คัน จาก 815 คันในปี 2566 คิดเป็นการเติบโต 16.6%
Jetour: อีกหนึ่งดาวรุ่งจากจีน
นอกจาก BYD แล้ว Jetour ยังเป็นอีกหนึ่งแบรนด์จากจีนที่มียอดขายเติบโตอย่างน่าประทับใจในปี 2567 ด้วยยอดขายรวม 1,791 คัน คิดเป็นการเติบโต 5.20% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่ Changan ก็มียอดขายที่ดีขึ้นเล็กน้อยที่ 0.50%
ความท้าทายและความถดถอย: แบรนด์ที่ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลง
แบรนด์จีนบางส่วน: การแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น
ผู้ผลิตรถยนต์จากจีนบางรายที่เข้ามาทำตลาดในไทยมาเป็นระยะเวลานาน กลับมียอดขายที่ลดลงในปี 2567 Chery มียอดขายลดลงถึง 43.50% เมื่อเทียบกับปี 2566 ขณะที่ Foton และ MG มียอดขายลดลงน้อยกว่าที่ -12.90% และ -3.30% ตามลำดับ
สำหรับแบรนด์ขนาดเล็ก เช่น Omoda, Jaecoo, BAIC และ Lynk & Co รายงานไม่ได้แสดงความเคลื่อนไหว เนื่องจากไม่มีข้อมูลยอดขายในปี 2566 จึงไม่สามารถคำนวณการเติบโตได้
แบรนด์ในเครือ Astara: การเปลี่ยนผ่านที่ต้องจับตา
การที่ Astara ประกาศยุติการดำเนินงานในประเทศไทยเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนเกี่ยวกับอนาคตของแบรนด์ Peugeot, GAC, JMC และ JAC
ภายหลัง GAC International Philippines ซึ่งอยู่ภายใต้ GAC China ได้เข้ามารับช่วงการดำเนินงานในตลาดท้องถิ่นต่อ แม้จะมีแบรนด์ GAC มียอดขายลดลงถึง 44.10% เหลือเพียง 1,793 คัน ในปีสุดท้ายภายใต้ผู้จัดจำหน่ายเดิม แต่ JMC กลับมียอดขายเพิ่มขึ้น 38.80% เป็น 1,405 คัน ในขณะที่ Peugeot ซึ่งถือเป็นแบรนด์ที่เฉพาะกลุ่มมากเกินไปสำหรับตลาดไทย มียอดขายเพียง 37 คัน ลดลงถึง 79.10%
Mercedes-Benz: การปรับตัวสู่ยุคใหม่
Mercedes-Benz แบรนด์รถยนต์หรูจากเยอรมนี กำลังเผชิญกับความท้าทายในการปรับกลยุทธ์ โดยทั่วโลกได้มีการปรับไลน์อัพผลิตภัณฑ์และตัดรุ่นที่ไม่ทำกำไรออกไป เช่น กลุ่ม EQ sub-brand
ในตลาดไทย ยอดขายของ Mercedes-Benz ในปี 2567 ลดลง 25% มียอดขายเพียง 563 คัน สะท้อนถึงการแข่งขันที่รุนแรงในกลุ่มรถยนต์พรีเมียม และความจำเป็นในการปรับตัวให้เข้ากับความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป
Ford, Nissan และ Isuzu: การเปลี่ยนแปลงอันดับในตารางยอดขาย
Ford, Nissan และ Isuzu กลายเป็นแบรนด์ที่ถูก BYD แซงหน้าไปในตารางยอดขายรวม ทำให้ปัจจุบันอยู่ในอันดับ 5, 6 และ 7 ตามลำดับ
Isuzu มียอดขายลดลงน้อยที่สุดเพียง -2.30% เนื่องจากเป็นแบรนด์ที่จำหน่ายเฉพาะรถยนต์เชิงพาณิชย์ จึงได้รับผลกระทบจากยอดขายรถยนต์นั่งส่วนบุคคลที่ลดลงน้อยกว่า
Ford และ Nissan มียอดขายลดลงใกล้เคียงกัน โดย Ford มียอดขายหดตัว 22.20% และ Nissan 23.20% ทั้งสองแบรนด์มียอดขายลดลงทั้งในกลุ่มรถยนต์นั่งส่วนบุคคลและรถยนต์เชิงพาณิชย์
Mazda: การรอคอยการฟื้นตัว
Mazda ซึ่งเป็นแบรนด์ที่มีฐานลูกค้าเหนียวแน่นและมีกิจกรรมที่เน้นการสร้างชุมชน (Club Gatherings, Motorsports Involvement, Fan Festa) แต่ก็มียอดขายลดลง -26.70% คิดเป็น 1,633 คันในปี 2567
การเปิดตัว Mazda CX-60 รุ่นปรับปรุงใหม่ในช่วงต้นปี 2567 อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นตัวของยอดขายในปีต่อๆ ไป
Hyundai: ความท้าทายในตลาดรถยนต์เชิงพาณิชย์
Hyundai มีความเคลื่อนไหวอย่างมากในปี 2567 ในการปรับปรุงและขยายไลน์อัพผลิตภัณฑ์ในประเทศ การปรับลดรุ่นย่อยของ Elantra ช่วยกระตุ้นยอดขายรถยนต์นั่งส่วนบุคคลจาก 5 คันในปี 2566 เป็น 89 คันในปี 2567
อย่างไรก็ตาม ยอดขายรถยนต์เชิงพาณิชย์กลับลดลงจาก 12,018 คัน เหลือ 10,386 คัน ส่งผลให้ยอดขายรวมของ Hyundai ลดลง 12.90%
Mitsubishi: การแข่งขันที่ดุเดือดในตลาดรถยนต์นั่ง
Mitsubishi ซึ่งเคยเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มียอดขายสูงสุดอันดับสองของประเทศ มียอดขายลดลง 2.60% ในปี 2567 เมื่อเทียบกับปี 2566 โดยมีปัจจัยกดดันมาจากยอดขายรถยนต์นั่งส่วนบุคคลที่ลดลงถึง 33.3% แม้จะมีการเปิดตัว Mitsubishi Mirage G4 รุ่นปรับปรุงใหม่
การเปิดตัว Mitsubishi Destinator ซึ่งถือเป็นรุ่นที่น่าจับตามองทั้งในด้านสเปกและราคา อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยพลิกฟื้นสถานการณ์ของ Mitsubishi ในปี 2568
บทสรุปและแนวโน้มอนาคต
ปี 2567 ถือเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ BYD และกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (xEVs) แสดงให้เห็นถึงทิศทางของตลาดที่กำลังมุ่งหน้าสู่เทคโนโลยีพลังงานสะอาด
แบรนด์ที่ประสบความสำเร็จคือแบรนด์ที่สามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงนี้ได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภค การทำการตลาดที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย และการสร้างระบบนิเวศที่สนับสนุนการใช้งานอย่างครบวงจร
ในขณะเดียวกัน แบรนด์ดั้งเดิมที่ยังคงยึดติดกับโมเดลธุรกิจเดิมๆ หรือไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะจากผู้เล่นใหม่ๆ ก็ต้องเผชิญกับความท้าทาย
สำหรับผู้บริโภค นี่คือช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นที่สุดในการเลือกซื้อรถยนต์ เนื่องจากมีตัวเลือกที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งในด้านเทคโนโลยี ราคา และนวัตกรรม
หากคุณกำลังมองหาข้อมูลเชิงลึก หรือต้องการคำปรึกษาเกี่ยวกับการเลือกซื้อรถยนต์ที่เหมาะสมกับความต้องการและงบประมาณของคุณในตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนี้ โปรดติดต่อผู้เชี่ยวชาญของเราวันนี้ เพื่อรับคำแนะนำที่ทันสมัยและเป็นประโยชน์ที่สุด!