
สุดยอด 10 รถยนต์แห่งปี 2567: มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญในวงการยานยนต์
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการยานยนต์มานานกว่าทศวรรษ การได้เห็นนวัตกรรมและความก้าวหน้าของรถยนต์ที่เปิดตัวออกมาในแต่ละปี คือสิ่งที่จุดประกายความหลงใหลในอาชีพนี้อยู่เสมอ ปี 2567 ที่เพิ่งผ่านพ้นไป ถือเป็นอีกปีที่เต็มไปด้วยยนตรกรรมที่น่าประทับใจ ตั้งแต่รถยนต์อเนกประสงค์สำหรับครอบครัว ไปจนถึงรถสปอร์ตสมรรถนะสูงที่มอบประสบการณ์การขับขี่อันน่าตื่นเต้น
แม้ว่าปี 2568 จะเริ่มขึ้นพร้อมกับความคาดหวังในรุ่นใหม่ๆ ที่กำลังจะตามมา แต่เราในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้าน รถยนต์ 2567 ขอใช้โอกาสนี้ ย้อนกลับไปทบทวน และคัดสรร สุดยอดรถยนต์ 2567 ที่เราเชื่อว่าได้สร้างมาตรฐานใหม่ และเป็นที่น่าจดจำสำหรับวงการยานยนต์ การเลือกเฟ้นนี้ไม่ได้พิจารณาเพียงแค่สมรรถนะหรือเทคโนโลยีล้ำสมัยเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความคุ้มค่า ความโดดเด่นในการออกแบบ การตอบสนองต่อผู้ขับขี่ และความสามารถในการตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภคชาวไทย
รายชื่อ รถยนต์น่าซื้อ 2567 ของเรา ครอบคลุมตั้งแต่รถยนต์ออฟโรดที่พร้อมลุยทุกสภาพเส้นทาง รถซีดานที่เน้นความประหยัดและความสะดวกสบาย รถกระบะที่แข็งแกร่งทนทาน ไปจนถึงรถคูเป้ที่มอบความเร้าใจในทุกสัมผัส การเดินทางย้อนเวลาไปสำรวจ รถยนต์ยอดนิยม 2567 เหล่านี้ จะทำให้คุณเห็นภาพรวมของความสำเร็จและความก้าวหน้าในอุตสาหกรรมยานยนต์ และเป็นแนวทางสำหรับผู้ที่กำลังมองหา รถยนต์ใหม่ 2567 ที่ดีที่สุด
Suzuki Jimny 5-Door: ขีดจำกัดใหม่ของความออฟโรดที่เข้าถึงง่าย
เราเริ่มต้นการจัดอันดับด้วย Suzuki Jimny 5-Door ซึ่งเป็นรุ่นที่ได้รับการพัฒนาต่อยอดจาก Jimny 3-Door ที่เปิดตัวไปก่อนหน้านี้ จุดเด่นที่สำคัญของ Jimny คือระบบขับเคลื่อน 4×4 อันชาญฉลาดและการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร ซึ่งสามารถดึงดูดทุกสายตาได้แม้จะวิ่งอยู่บนท้องถนนที่พลุกพล่าน
ข้อจำกัดเดิมของรุ่น 3-Door คือพื้นที่ภายในที่ค่อนข้างจำกัด แม้จะมีเบาะหลัง แต่การใช้งานจริงก็เหมาะสำหรับเด็กเล็ก หรือใช้เป็นที่เก็บสัมภาระเพิ่มเติมเท่านั้น ปัญหาเหล่านี้ได้รับการแก้ไขอย่างตรงจุดด้วย Jimny 5-Door ที่มีฐานล้อที่ยาวขึ้น และการเพิ่มประตูอีกสองบาน ทำให้มีพื้นที่ภายในกว้างขวางและสะดวกสบายยิ่งขึ้น
แม้ว่าราคาเริ่มต้นจะอยู่ที่ประมาณ 1,558,000 บาท ซึ่งอาจมีรถยนต์รุ่นอื่นที่ให้ความคุ้มค่าหรือความสะดวกสบายในราคาที่เข้าถึงง่ายกว่า แต่ Jimny มอบบางสิ่งที่เป็นนามธรรม ยากจะประเมินค่าได้ ความเป็น 4×4 ออฟโรดที่เต็มไปด้วยคาแรคเตอร์ และประสบการณ์การขับขี่ที่ไม่เหมือนใครบนเส้นทางท้าทาย สามารถเป็นเหตุผลที่เพียงพอที่จะทำให้หลายคนยอมจ่าย เพื่อครอบครอง Suzuki Jimny 5-Door ราคา ที่สมเหตุสมผลกับคุณสมบัติพิเศษนี้
Kia Seltos: การปรับโฉมที่ยกระดับทุกมิติ
อันดับที่เก้าคือ Kia Seltos รุ่นปรับโฉม (Facelift) ที่มาพร้อมการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยเฉพาะรุ่นท็อป 1.4 SX AT ซึ่งมีราคาสูงขึ้นกว่ารุ่นก่อนปรับโฉม แต่มาพร้อมการอัปเกรดที่คุ้มค่าอย่างยิ่ง
Seltos ปี 2567 ได้รับการออกแบบภายนอกใหม่ที่ดูดุดันและทันสมัย เริ่มจากกระจังหน้าใหม่ ไฟหน้า LED ดีไซน์ใหม่พร้อม Daytime Running Light และกันชนหน้าที่ปรับดีไซน์ให้ดูสปอร์ตยิ่งขึ้น พร้อมการตกแต่งสีดำและแผ่นกันกระแทก (Skid Plate) สำหรับรุ่นย่อยที่สูงขึ้นจะมาพร้อมไฟหน้าแบบ LED เต็มรูปแบบ ส่วนด้านหลังก็โดดเด่นด้วยแถบไฟ LED Lightbar ที่เชื่อมต่อกับไฟท้าย LED ดีไซน์คมเข้ม พร้อมแผ่นกันกระแทกที่รับกับดีไซน์ด้านหน้า ด้านข้างมาพร้อมล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว หุ้มด้วยยาง 215/60 และการตกแต่งด้วยพลาสติกสีดำบริเวณซุ้มล้อและชายกันชน
ภายใน Seltos ก็ได้รับการปรับปรุงให้ทันสมัยยิ่งขึ้น โดยรุ่น LX และ EX จะมาพร้อมมาตรวัดแบบอนาล็อกผสมผสานจอแสดงข้อมูลอเนกประสงค์ขนาด 4.2 นิ้ว ส่วนรุ่น SX ท็อปสุดจะได้รับหน้าจอมาตรวัดดิจิทัลขนาด 10.25 นิ้ว
สิ่งที่ทำให้เราชื่นชอบใน Seltos คือเครื่องยนต์ 1.4 ลิตร เทอร์โบ ในรุ่น SX ที่มอบพละกำลังและแรงบิดที่น่าประทับใจ เมื่อรวมกับช่วงล่างที่คล่องตัว ทำให้ Seltos เป็นรถครอสโอเวอร์ที่ขับสนุกอย่างแท้จริง นี่คือ Kia Seltos ราคา ที่สะท้อนถึงความคุ้มค่าและสมรรถนะที่ยอดเยี่ยม
Toyota Zenix Hybrid: นิยามใหม่ของ MPV ที่ประหยัดน้ำมัน
อันดับที่แปดคือ Toyota Zenix Hybrid ซึ่งเป็นที่ตั้งตารอคอยในฐานะรุ่นต่อยอดของ Innova MPV รถรุ่นนี้มีขนาดใหญ่ขึ้นทั้งภายนอกและภายใน พร้อมการออกแบบที่สะดุดตา และพื้นที่เก็บสัมภาระที่กว้างขวาง สามารถจุสัมภาระได้เพียงพอต่อทุกการเดินทาง นอกจากนี้ Toyota ยังได้ปรับปรุงการพับเบาะแถวที่สามให้ใช้งานได้สะดวกสบายยิ่งขึ้น
Zenix มีทางเลือกขุมพลังสองแบบ คือเครื่องยนต์เบนซิน M20A-FKS และระบบไฮบริด M20A-FXS เครื่องยนต์ M20A-FKS ให้กำลัง 172 แรงม้า ที่ 6,600 รอบต่อนาที และแรงบิด 205 นิวตันเมตร ที่ 4,500-4,900 รอบต่อนาที
ส่วนระบบไฮบริด M20A-FXS จับคู่เครื่องยนต์ 150 แรงม้า แรงบิด 188 นิวตันเมตร กับมอเตอร์ไฟฟ้า 112 แรงม้า ให้กำลังรวมสูงสุด 183 แรงม้า และแรงบิด 393 นิวตันเมตร ซึ่งเป็นการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างสมรรถนะและความประหยัดน้ำมัน
จุดที่น่าประทับใจที่สุดใน Zenix คือความสามารถในการประหยัดน้ำมัน แม้จะเป็นรถ MPV ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน แต่กลับทำอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงได้สูงถึง 22.3 กม./ลิตร ในการขับขี่ทางไกล และ 13.7 กม./ลิตร ในเมือง นอกจากนี้ Toyota ยังได้พัฒนาระบบไฮบริดให้ทำงานได้อย่างราบรื่นมากจนแทบไม่รู้สึกถึงการสลับการทำงานระหว่างเครื่องยนต์เบนซินและมอเตอร์ไฟฟ้า
Mitsubishi Triton: ความแกร่งที่มาพร้อมดีไซน์ใหม่
ในที่สุด Mitsubishi Triton ก็ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทยในปี 2567 เป็นการนำเสนอรถกระบะที่แข็งแกร่ง ทนทาน และเต็มเปี่ยมด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย โดยเฉพาะรุ่น Athlete 4×4 ที่เราได้ทดลองขับ เราประทับใจในรูปลักษณ์ สมรรถนะ และความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับรถกระบะระดับท็อปในคลาสเดียวกัน
Triton ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ 2.4 ลิตร 4 สูบ รหัส 4N16 รุ่นท็อป Athlete 4×4 ให้กำลังสูงสุด 201 แรงม้า และแรงบิด 470 นิวตันเมตร ส่วนรุ่น GLS และรุ่นต่ำกว่าให้กำลัง 181 แรงม้า และแรงบิด 430 นิวตันเมตร ระบบส่งกำลังเป็นแบบเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด สำหรับรุ่น 4×4 อย่าง Athlete มาพร้อมระบบ Super Select 4WD-II อันล้ำสมัย และเฟืองท้ายแบบ Electronic Limited Slip Differential (LSD) เพื่อการควบคุมบนเส้นทางออฟโรดที่เหนือกว่า
นอกจากนี้ Mitsubishi ยังได้ปรับปรุงระบบช่วงล่างให้มีความนุ่มนวลยิ่งขึ้น พร้อมระบบ Terrain Management System ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเลือกโหมดการขับขี่ให้เหมาะสมกับสภาพพื้นผิวที่แตกต่างกันได้อย่างง่ายดาย ทำให้ Triton เป็นรถกระบะที่พร้อมรับทุกสถานการณ์
Nissan Z: รถสปอร์ตในฝันที่เอื้อมถึงได้
Nissan Z คือรถยนต์สปอร์ตในฝันที่หลายคนสามารถครอบครองได้ ด้วยราคาที่สมเหตุสมผลและสมรรถนะที่น่าตื่นเต้น Nissan ไม่เพียงแค่ปรับโฉมภายนอกใหม่ แต่ยังได้ทุ่มเทพัฒนาทุกส่วนประกอบของรถคันนี้ ตั้งแต่เครื่องยนต์ไปจนถึงแชสซี
หัวใจของ Nissan Z คือเครื่องยนต์ V6 ขนาด 3.0 ลิตร เทอร์โบคู่ รหัส VR30DDTT ที่ให้กำลัง 378 แรงม้า และแรงบิด 475 นิวตันเมตร ส่งกำลังสู่ล้อหลังผ่านเกียร์ธรรมดา 6 สปีด หรือเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด ระบบเบรกได้รับการอัปเกรดด้วยคาลิปเปอร์ Akebono 4 ลูกสูบ ทำงานร่วมกับล้อ Rays ขนาด 19 นิ้ว หุ้มด้วยยางหน้า 255/40R19 และยางหลัง 275/35R19
ภายในห้องโดยสารมาพร้อมหน้าจอมาตรวัดดิจิทัลขนาด 12.3 นิ้วที่สามารถปรับแต่งได้ ช่วยให้ผู้ขับขี่ติดตามข้อมูลสำคัญต่างๆ ได้อย่างครบถ้วน หน้าจอ Infotainment ขนาด 9 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto พร้อมพอร์ต USB-C และ USB-A สำหรับการเชื่อมต่อและชาร์จอุปกรณ์ต่างๆ ระบบเสียง Bose 8 ลำโพง พร้อมระบบตัดเสียงรบกวน (Active Noise Cancellation) และระบบเพิ่มเสียงในห้องโดยสาร (Active Sound Enhancement) มอบประสบการณ์ความบันเทิงที่สมบูรณ์แบบ
Nissan Z มอบประสบการณ์การขับขี่ที่สนุกสนานในทุกการเหยียบคันเร่ง การตอบสนองของพวงมาลัยและการควบคุมที่เฉียบคม ทำให้ผู้ขับขี่รู้สึกมั่นใจตลอดเวลา และสำหรับผู้ที่ต้องการประสบการณ์การขับขี่ที่ดิบกว่า Nissan ยังมีรุ่นเกียร์ธรรมดา 6 สปีด ให้เลือกในราคาเท่ากัน
Hyundai Santa Fe Hybrid: ความหรูหราและความประหยัดที่ลงตัว
ในอันดับที่ห้าคือ Hyundai Santa Fe Hybrid รุ่นไฮบริดที่มอบประสบการณ์การขับขี่คล้ายรถยนต์ไฟฟ้า มีฟีเจอร์มากมาย พื้นที่เก็บสัมภาระกว้างขวาง และห้องโดยสารที่สะดวกสบาย
แม้ว่าดีไซน์ภายนอกอาจเป็นที่ถกเถียง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า Santa Fe Hybrid เป็นรถครอสโอเวอร์ที่ได้รับการออกแบบมาอย่างดีเยี่ยม พร้อมรูปลักษณ์ที่ดึงดูดสายตา แม้จะมีราคาค่อนข้างสูง แต่เราเชื่อว่าประสบการณ์และคุณภาพที่ Santa Fe Hybrid มอบให้คุ้มค่ากับราคาที่จ่ายไป
Kia Sonet: รถ Subcompact Crossover ที่คุ้มค่า
ขยับมายังฝั่งรถยนต์ที่เน้นความประหยัด เรามี Kia Sonet โดยเฉพาะรุ่น SX 1.5 AT ที่มีราคาประมาณ 1,588,000 บาท แม้ราคาจะค่อนข้างสูงสำหรับรถ Subcompact Crossover แต่ Sonet ก็ชดเชยด้วยรุ่น LX MT ที่มีราคาเริ่มต้นเพียง 758,000 บาท
Sonet มาพร้อมอุปกรณ์มาตรฐานที่ครบครัน เช่น ระบบ Infotainment หน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว รองรับ Bluetooth, Apple CarPlay, Android Auto, ระบบเครื่องเสียง 4 ลำโพง พร้อมลำโพง Tweeter อีก 2 ตัว, ระบบปรับอากาศแบบมือหมุนพร้อมช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง, พวงมาลัยมัลติฟังก์ชัน และมาตรวัด TFT ขนาด 4.2 นิ้ว
รุ่น SX ซึ่งเป็นรุ่นท็อป จะได้รับการอัปเกรดเป็นระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ Single Zone, หน้าจอ Infotainment ขนาด 10 นิ้ว, มาตรวัด TFT ขนาด 10.25 นิ้ว และระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง
Sonet ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร แบบ Naturally Aspirated ให้กำลัง 113 แรงม้า และแรงบิด 144 นิวตันเมตร ส่งกำลังสู่ล้อหน้าผ่านเกียร์ IVT (Intelligent Variable Transmission) หรือเกียร์ธรรมดา 6 สปีด รุ่น SX AT กับเกียร์ IVT ให้ความประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยม อยู่ที่ 9.5-10 กม./ลิตร ในเมือง และสูงสุด 20 กม./ลิตร บนทางหลวง ด้วยการผสมผสานสมรรถนะที่ประหยัดและความครบครันของฟีเจอร์ ทำให้ Kia Sonet เป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับผู้เริ่มต้นขับขี่ มอบความคุ้มค่าโดยรวมได้อย่างน่าประทับใจ
BYD Atto 3: รถยนต์ไฟฟ้าที่โดดเด่นในทุกด้าน
ในอันดับที่สามคือ BYD Atto 3 รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ซึ่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นเดียวในลิสต์ของเรา Atto 3 ไม่ได้ติดอันดับเพียงเพราะเป็นรถที่ขายดีของ BYD เท่านั้น แต่เป็นเพราะเป็นรถที่ดีอย่างแท้จริง
Atto 3 มีให้เลือกสองรุ่นย่อย คือ Dynamic ราคาประมาณ 1,598,000 บาท และ Premium ราคาประมาณ 1,798,000 บาท ไม่ว่าคุณจะเลือกรุ่นไหน Atto 3 ก็มอบแพ็คเกจที่ยอดเยี่ยมทั้งในด้านสมรรถนะและฟีเจอร์
Atto 3 ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าแบบ Permanent Magnet Synchronous Motor ที่ส่งกำลังสู่ล้อหน้า ให้กำลัง 201 แรงม้า และแรงบิด 310 นิวตันเมตร พร้อมทางเลือกระบบแบตเตอรี่ BYD Blade Battery สองขนาด คือ 49.92 kWh ให้ระยะทางวิ่ง 410 กม. และ 60.48 kWh ให้ระยะทางวิ่งสูงสุด 480 กม.
ภายในห้องโดยสาร Atto 3 เน้นดีไซน์มินิมอล ผสมผสานกับฟีเจอร์อำนวยความสะดวกและความบันเทิงต่างๆ จุดศูนย์กลางคือหน้าจอสัมผัสขนาด 12.8 นิ้ว ที่สามารถปรับหมุนได้ทั้งแนวตั้งและแนวนอน หน้าจออเนกประสงค์นี้รองรับระบบ Infotainment เช่น Apple CarPlay และ Android Auto รวมถึงใช้ควบคุมฟังก์ชันต่างๆ ภายในรถ
BYD Atto 3 เป็นรถยนต์ที่สมเหตุสมผลในราคาที่เข้าถึงได้ และนั่นคือเหตุผลที่เราชื่นชอบรถคันนี้
MG 3 Hybrid+: แฮทช์แบ็กไฮบริดที่เร้าใจ
MG 3 Hybrid+ เป็นรถแฮทช์แบ็กที่มีรูปลักษณ์สปอร์ต และมาพร้อมขุมพลังไฮบริดที่ให้กำลัง 191 แรงม้า และแรงบิด 250 นิวตันเมตร ในราคาเพียง 1,088,888 บาท
MG 3 มีดีไซน์ด้านหน้าที่ดุดัน พร้อมเส้นสายที่เฉียบคม ทำให้เป็นรถแฮทช์แบ็กที่น่ามอง นอกจากนี้ ด้วยขุมพลังไฮบริด คุณจะได้รับทั้งสมรรถนะที่เร้าใจ และอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่น่าประทับใจ โดยสามารถทำได้ 9 กม./ลิตร ในเมือง และสูงสุด 21 กม./ลิตร บนทางหลวง
ภายในห้องโดยสาร MG 3 Hybrid+ มาพร้อมฟีเจอร์อำนวยความสะดวกและความปลอดภัยที่ครบครัน พร้อมพื้นที่ภายในที่กว้างขวางเกินคาดเมื่อเทียบกับขนาดภายนอก ประสบการณ์การขับขี่ของ MG 3 Hybrid+ สนุกสนานและน่าพึงพอใจอย่างยิ่ง สมบัติทั้งหมดนี้รวมอยู่ในแพ็คเกจเดียว ทำให้ MG 3 Hybrid+ ได้รับตำแหน่งรองแชมป์
BYD Sealion 6 DM-i: นิยามใหม่ของความคุ้มค่า
ตำแหน่งสูงสุดของ 10 สุดยอดรถยนต์แห่งปี 2567 ตกเป็นของ BYD Sealion 6 DM-i ครอสโอเวอร์ที่ได้นิยามใหม่ของความคุ้มค่า
Sealion 6 DM-i มาพร้อมขุมพลังไฮบริดแบบ Plug-in Hybrid ที่ผสานการทำงานระหว่างเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร กับมอเตอร์ไฟฟ้า ให้กำลังรวมสูงสุด 214 แรงม้า และแรงบิด 325 นิวตันเมตร ส่งกำลังผ่านระบบ E-CVT พลังงานไฟฟ้ามาจากแบตเตอรี่ Blade Battery ขนาด 18.4 kWh ให้ระยะทางวิ่งไฟฟ้าล้วน 80 กม. เมื่อทำงานร่วมกับเครื่องยนต์เบนซิน Sealion 6 DM-i สามารถเดินทางได้ไกลสูงสุดถึง 1,100 กม.
นอกเหนือจากความประหยัดน้ำมัน Sealion 6 DM-i ยังมาพร้อมอุปกรณ์ที่ครบครัน เช่น หน้าจอสัมผัสขนาด 15.6 นิ้ว ที่ปรับหมุนได้ ระบบเครื่องเสียง Infinity 10 ลำโพง และระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่มากมาย ทั้งหมดนี้มาในราคาที่สมเหตุสมผลเพียง 1,548,000 บาท ประหยัดน้ำมัน อุปกรณ์ครบครัน ขับขี่ง่าย และราคาเข้าถึงได้? Sealion 6 DM-i มีทุกอย่าง และนี่คือเหตุผลที่ทำให้เป็นรถยนต์อันดับหนึ่งของเราในปี 2567
ก้าวต่อไปของคุณ
การสำรวจ สุดยอดรถยนต์ 2567 เหล่านี้ เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการค้นพบยนตรกรรมที่สมบูรณ์แบบสำหรับคุณ หากคุณต้องการเจาะลึกข้อมูล เปรียบเทียบรายละเอียดทางเทคนิค หรือค้นหารถยนต์ที่ตรงกับความต้องการของคุณมากที่สุด แนะนำให้เข้าชม AutoDeal Car Guide ที่คุณสามารถค้นหาข้อมูลจำเพาะ คุณสมบัติ และเริ่มต้นขั้นตอนการซื้อรถยนต์ได้ในที่เดียว
หรือเพื่อให้ชีวิตของคุณง่ายยิ่งขึ้น ดาวน์โหลดแอป AutoDeal วันนี้ ซึ่งมีให้บริการทั้งบนระบบ Android และ iOS เพื่อสัมผัสประสบการณ์การค้นหารถยนต์ที่ดีที่สุดในรูปแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน!